ฮาวายรับมือ "เฮอริเคนลาลา" พัดถล่มโดยตรง ครั้งแรกใน 34 ปี เตือนฝนหนัก-น้ำท่วม-ดินถล่ม
ฮาวายเร่งรับมือเฮอริเคน "ลาลา" พายุระดับ 1 ซึ่งเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะบิ๊กไอแลนด์ และอาจเป็นเฮอริเคนลูกแรกที่พัดขึ้นฝั่งฮาวายโดยตรงนับตั้งแต่ปี 1992 ขณะที่พื้นที่ภูเขาเสี่ยงฝนตกหนักสูงสุด 63 เซนติเมตร เตือนน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และคลื่นทะเลอันตราย ด้านสายการบินยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก กระทบผู้โดยสารทั่วรัฐ
รัฐฮาวายของสหรัฐฯ เร่งเตรียมพร้อมรับมือเฮอริเคน "ลาลา" ซึ่งทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุเฮอริเคนระดับ 1 เมื่อวันเสาร์ (15 ส.ค.) ด้วยความเร็วลมสูงสุดต่อเนื่องประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ปลายด้านใต้ของเกาะบิ๊กไอแลนด์ ท่ามกลางฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และคลื่นทะเลสูง
ศูนย์เฮอริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ คาดว่า ศูนย์กลางพายุจะเคลื่อนผ่านหรือเข้าใกล้ปลายด้านใต้ของบิ๊กไอแลนด์ในช่วงค่ำ ก่อนเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก และมีแนวโน้มอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนในเวลาต่อมา
หากพายุพัดขึ้นฝั่งโดยตรง จะถือเป็นเฮอริเคนลูกแรกที่พัดเข้าฮาวายโดยตรงนับตั้งแต่ปี 1992 หรือในรอบ 34 ปี ขณะที่เกาะบิ๊กไอแลนด์อาจเผชิญเฮอริเคนพัดขึ้นฝั่งเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 155 ปี โดยข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศของมหาวิทยาลัยฮาวายระบุว่า เฮอริเคนระดับ 3 เคยพัดเข้าบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะในปี 1871
จอช กรีน ผู้ว่าการรัฐฮาวาย เรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในที่พักและเตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณน้ำฝนมหาศาล โดยบางพื้นที่มีฝนตกถึงประมาณ 5 เซนติเมตรต่อชั่วโมง พร้อมเตือนถึงลมแรง ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นทะเลอันตราย
พื้นที่สูงของเกาะบิ๊กไอแลนด์ โดยเฉพาะบริเวณภูเขาไฟเมานาเคอา อาจมีฝนสะสมสูงสุดถึง 63 เซนติเมตร ขณะที่พื้นที่ระดับต่ำและเกาะเมาวีอาจมีฝนประมาณ 20-30 เซนติเมตร และพื้นที่อื่น ๆ ของหมู่เกาะฮาวายอาจมีฝน 10-15 เซนติเมตร
สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ เตือนว่า ฝนที่ตกหนักอาจทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้าง จนต้องอพยพและช่วยเหลือประชาชนหลายพื้นที่ โดยแม่น้ำและลำน้ำสาขาอาจเอ่อล้นตลิ่งอย่างรวดเร็ว ขณะที่พื้นที่ภูเขามีความเสี่ยงเกิดดินถล่มที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะบริเวณที่มีบ้านเรือนตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล
ทางการประกาศเตือนภัยเฮอริเคนสำหรับเกาะบิ๊กไอแลนด์ ส่วนเกาะเมาวี โมโลไก ลาไน คาโฮโอลาเว โออาฮู คาวายอี และนิอีเฮา อยู่ภายใต้คำเตือนพายุโซนร้อน พร้อมเปิดศูนย์พักพิงในพื้นที่ต่าง ๆ และยกเลิกกิจกรรมจำนวนมากเพื่อความปลอดภัย
ประชาชนในบิ๊กไอแลนด์ต่างเร่งเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ โดยบางคนกักตุนน้ำมัน อาหาร และอุปกรณ์จำเป็น ขณะที่เจ้าของบ้านบางรายนำกระสอบทรายมาป้องกันน้ำท่วม ด้านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเตือนว่า ประชาชนควรเตรียมแผนอพยพและหาที่พักพิงให้พร้อมก่อนที่สภาพอากาศจะเลวร้ายลง
ผู้พักอาศัยในเมืองฮิโล ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของบิ๊กไอแลนด์ ระบุว่า ดินถล่มได้ตัดขาดถนนบางสายแล้ว และต้นไม้ที่ล้มลงมาทับสายไฟทำให้เกิดไฟฟ้าดับ ขณะที่แม่น้ำหลายสายมีระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และน้ำทะเลบริเวณอ่าวฮิโลเปลี่ยนเป็นสีแดงจากตะกอนดินที่ถูกกระแสน้ำพัดลงมา
ผลกระทบยังขยายไปถึงระบบคมนาคม โดยมีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก สนามบินนานาชาติเอลลิสัน โอนิซึกะ โคนา ซึ่งเป็นสนามบินใหญ่ที่สุดของบิ๊กไอแลนด์ ยกเลิกเที่ยวบินประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สนามบินนานาชาติฮิโลยกเลิกเที่ยวบินประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์
ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามไฟฟ้าดับระบุว่า ช่วงบ่ายวันเสาร์ มีลูกค้าราว 37,000 รายทั่วฮาวายไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยบนบิ๊กไอแลนด์เพียงแห่งเดียว มีผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 32 เปอร์เซ็นต์ได้รับผลกระทบ
นอกจากน้ำท่วมและดินถล่มแล้ว ทางการยังจับตาความเสี่ยงจากไฟป่า เนื่องจากลมแรงสามารถทำให้ไฟลุกลามได้รวดเร็ว โดยฮาวายยังคงอยู่ระหว่างรับมือกับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
นักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า พายุไม่จำเป็นต้องพัดขึ้นฝั่งโดยตรงก็สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงได้ ขณะที่เหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในเมืองลาไฮนา บนเกาะเมาวี เมื่อปี 2566 ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสลมแรง ขณะที่เฮอริเคนเคลื่อนตัวอยู่ห่างออกไปทางใต้ ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงจากสภาพอากาศรุนแรง
เฮอริเคนลูกสุดท้ายที่พัดขึ้นฝั่งในฮาวายคือ "อินิกิ" ซึ่งเป็นพายุระดับ 4 และพัดขึ้นฝั่งเกาะคาวายอีในปี 2535 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน และสร้างความเสียหายประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 แสนล้านบาท
ขณะที่ฤดูเฮอริเคนในสหรัฐฯ ช่วงหลายปีที่ผ่านมาโดยรวมค่อนข้างสงบ โดยพายุลูกใหญ่ล่าสุดคือเฮอริเคน "มิลตัน" ระดับ 3 ซึ่งพัดถล่มรัฐฟลอริดาในเดือนตุลาคม 2024
สำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NOAA คาดการณ์ว่า ฤดูเฮอริเคนปี 2026 อาจเป็นอีกปีที่มีพายุเกิดขึ้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยประเมินโอกาสไว้ที่ 55 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ อุณหภูมิมหาสมุทรทั่วโลกในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนดังกล่าว ตามข้อมูลของหน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก และเดือนกรกฎาคมยังถือเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ร่วมของโลก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมประมาณ 1.47 องศาเซลเซียส ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จับตาว่าอุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อรูปแบบและความรุนแรงของพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก.
ที่มา BBC / Associated Press