33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (188) เจ็บใจ 'นาย' - มติชนสุดสัปดาห์

บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์

33 ปี ชีวิตสีกากี

พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (188)

เจ็บใจ ‘นาย’

ผมเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้เพียงแค่ปีเดียว ผมก็ถูกเตะออกจากเส้นทางไปนั่งเป็นผู้การกองกระดาษ ไม่ต้องดูแลพื้นที่ ดูแลเฉพาะเอกสาร หรือตำแหน่งที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า ผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 8

ผมถูกย้ายโดยฝีมือรัฐบาลใหม่ ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ.2554 แทนที่จะเลือกคนที่มีฝีมือการทำงานดี กลับแต่งตั้งคนที่มีผลงานการปราบปรามอาชญากรรมตลอดทั้งปี ย่ำแย่ที่สุดในภาค 8

มาเป็นผู้การจังหวัดสุราษฎร์ธานีแทนผม

ตำรวจชั้นผู้น้อยตั้งฉายาให้ผู้การคนใหม่นี้มานานแล้วว่า “เป็นนักวิ่งรองเท้าทองคำฝังเพชร” เขามีวิธีการวิ่งเต้นขอตำแหน่งจนเป็นตำนานเล่าขานสมตามฉายา แถมยังชอบใช้คำว่าด็อกเตอร์มานำหน้าชื่ออีก ต่อมาผมได้สอบสวนตามที่มีการร้องเรียนจนทราบว่า เป็น ดร.เก๊อีกราย และยังติดเครื่องหมายเต็มหน้าอกโดยไม่มีสิทธิ์ แถมถ่ายรูปตั้งป้ายโชว์ทุกมุมเมือง

ปลอมทุกอย่างแต่เจ้านายชอบ

ผมทำหน้าที่เป็นผู้บังคับการอำนวยการตำรวจภูธรภาค 8 ระหว่างปี พ.ศ.2554-2557 นานถึง 3 ปีเต็ม

ผู้บังคับการอำนวยการของแต่ละภาคในปี พ.ศ.นั้น หน้าที่ตามตำแหน่งยังต้องเป็นประธานคณะกรรมการตรวจการจ้าง ตามโครงการสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง งบประมาณ 5,848 ล้านบาท และแฟลตตำรวจ 163 หลัง งบประมาณ 3,010 ล้านบาท รวม 2 โครงการใช้งบประมาณแผ่นดินสูงถึง 8,858 ล้านบาท ใช้งบที่สูงมาก สูงเทียบเท่ายอดเขาเอเวอเรสต์ ภูเขาที่สูงที่สุดในโลกซึ่งสูง 8,848 เมตรได้เลย เป็นโครงการที่กระจายไปตามภาคต่างๆ

ผมจึงต้องตระเวนตรวจการสร้างโรงพักกับแฟลตตำรวจเฉพาะที่ภาค 8 ภาคใครภาคมัน จึงสาละวนอีนุงตุงนังกับโครงการโคตรโกงแห่งชาติ

กว่าจะได้งบประมาณมาแสนยากเย็น ควรที่จะวางแผนทำโครงการให้ละเอียดรอบคอบรัดกุม แต่กลับทำโครงการได้ระยำที่สุด ทำแบบลวกๆ สุกเอาเผากิน ทั้งฉุกละหุก โรงพักเดิมที่ยังใช้การได้ดีก็ยัดเยียดรื้อแล้วให้สร้างใหม่

เมื่อรื้อแล้วหลายโรงพักไม่มีที่ทำงาน สร้างความทุกข์ยากแสนสาหัสให้กับตำรวจ ส่วนโรงพักที่จำเป็นต้องสร้างใหม่ก็ไม่ให้สร้าง คนตำแหน่งสูงๆ คิดว่าเมื่อได้เงินทอนไปแล้วจะฝันหวานว่าโครงการคงสร้างเสร็จง่ายๆ

เวลานั้นผมเห็นรายละเอียดของโครงการ ผมบอกตำรวจทุกแห่งที่ผมไปตรวจ เป็นโครงการที่ไม่ชอบมาพากล มีกลิ่นทะแม่งๆ ขอทำนายเอาไว้เลย ผมเกษียณอายุราชการไปแล้วก็ไม่มีทางสร้างเสร็จ

แล้วก็เป็นจริง การก่อสร้างไม่เป็นตามกำหนดระยะเวลา มีการทิ้งงานจนล่าช้า และสร้างไม่เสร็จ ยังทิ้งซากเป็นอนุสรณ์ให้ดูตำตาเย้ยตำรวจทุกวัน

ผมจึงรู้สึกเจ็บใจผู้บังคับบัญชา และเห็นความใจดำที่กินได้แม้กระทั่งเลือดเนื้อของตำรวจที่เป็นลูกน้อง ถึงแม้จะประจานให้คนทั้งประเทศได้เห็น แต่ก็ยังดันทุรังทำโครงการต่อของคนใหญ่กินคำโต

บริษัทผู้รับเหมาไม่รู้จักผมมาก่อน คิดว่าประวัติของผมนั้นหาเงินจากประชาชนแล้วนำมาพัฒนาโรงพักที่ผมเป็นหัวหน้า จนได้รับรางวัลดีเด่นอันดับ 1 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ดังนั้น เมื่อมีเงินงบประมาณของแผ่นดินมาสร้างโรงพักและแฟลตใหม่ให้ตำรวจ ผมจึงไม่เคยมีความคิดจะโกงเงินมาเข้ากระเป๋าตัวเองเลยแม้แต่สลึงเดียว

เมื่อผู้รับเหมาไม่รู้จักผม คงคิดว่าผมก็เหมือนตำรวจคนอื่นทั่วไป ตรวจรับมอบงวดงานครั้งแรกก็เอาเงินใส่ซองฝากลูกน้องของผมนำมาให้ผม เพื่อให้ผ่านการตรวจงวดงานแต่ละงวด

ลูกน้องเพิ่งมาทำงานด้วยกันใหม่ๆ ยังไม่รู้จักผมดี ผมจึงสั่งเด็ดขาด หากผมยังทำหน้าที่นี้อยู่ ห้ามรับเงินจากผู้รับเหมา ห้ามไปกินอาหารหรือขอเงินค่าที่พัก แม้แต่น้ำหยดเดียวก็ห้ามไปขอ ต่อไปมีค่าใช้จ่ายผมจะดูแลเอง

ผมไม่ได้เปิดดูจำนวนเงินในซอง แต่สั่งให้ลูกน้องนำไปคืนทันที จนผู้รับเหมาพยายามเสนอให้ย้ายผมไม่ให้ทำหน้าที่ประธานตรวจการจ้างของภาค 8

ทุกครั้งเมื่อไปตรวจจะพบความผิดปกติ ผมพบเอกสารหลักฐานสัญญาการจ้างช่วง ซึ่งทำผิดเงื่อนไขของสัญญาที่ทำกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าห้ามผู้รับเหมาทำการจ้างช่วง เห็นการกินหัวคิวชักเงินงบประมาณเข้ากระเป๋าชัดเจนเกือบครบทุกโรงพัก การก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีคุณภาพ ใส่เหล็กไม่ครบ ผมจึงไม่ให้ผ่านการตรวจรับ แล้วเก็บหลักฐานรวบรวมไว้อย่างละเอียด

เอกสารที่รายงานไปตามลำดับชั้นทุกๆ เดือน ตั้งแต่ ผบช.ภ.8, ผบช.สกบ. และ ผบ.ตร.จึงหนาเป็นศอก

แต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สนใจ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ อ้างแต่สัญญาจ้างแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ทั้งยังปกป้องผู้รับเหมาเสียอีก

ผมสงสัยจริงๆ ในสำนวนที่ส่งฟ้องศาลจะมีหลักฐานที่ผมตรวจพบรวมไว้ในสำนวนหรือไม่

ผู้บังคับบัญชาทั้งหลายเงียบเหมือนอมสาก เย็นชา ไม่กระตือรือร้น เป็นนายตำรวจยศนายพลเสียเปล่า มีดาวเต็ม 2 บ่า ข้างละ 4 ดวงหรือบางคน 3 ดวงห้อมล้อมด้วยมงกุฎช่อชัยพฤกษ์ กลับไปสยบยอมก้มหัวให้นักการเมืองที่โกงกินทั้งยังร่วมมือ จึงน่าอดสู ไร้ศักดิ์ศรี ไม่มีคุณค่าให้น่านับถือ

ถ้าเป็นเงินของตัวเองคงจะเฝ้าไม่ให้กระเด็น แต่พอเป็นงบประมาณแผ่นดิน กลับปล่อยให้กระเด็นเข้ากระเป๋าหลายคน คิดแล้วนอกจากจะเจ็บปวด ยังเจ็บเข้าไปในกระดองใจ ไม่รู้จะมีนายพลเอาไว้ทำไม เมื่อเป็นคดีความจึงเอาคนทำผิดตัวใหญ่ๆ มาลงโทษไม่ได้ เมืองไทยจึงเป็นสวรรค์ของคนโกงที่ใหญ่จริง และเป็นโครงการที่ตำรวจใหญ่สมคบกับนักการเมืองโจรปล้นโรงพักและบ้านพักตำรวจต่อหน้าต่อตาตำรวจ แล้วกวาดเอาเงินไป โดยตำรวจได้แต่มองตาปริบๆ

ผมจึงผิดหวังเป็นอย่างมากกับผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และยังได้เห็นวิธีการสร้างภาพของคนไทย

ผมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาขนเอกสารหลักฐานที่ได้รวบรวมไว้จนสูงเป็นศอกใส่รถกระบะไปแจกคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรทุกคน

เมื่อผู้บังคับการอำนวยการทุกภาคถูกเรียกให้ไปชี้แจงที่รัฐสภา กลับถูก ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ด่าและขู่ว่าผมจะโดนมาตรา 157

พ.ศ.2557 เป็นปีสุดท้ายที่ผมเป็นผู้การอำนวยการ คณะทูตจากสหภาพยุโรป 17 ประเทศร้องเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตให้เร่งปราบแท็กซี่ป้ายดำ ที่ทำตัวเป็นมาเฟียทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาจากยุโรปทั่วเกาะภูเก็ต

ผบ.ตร.มาแถลงข่าวใหญ่โตเมื่อจับได้ 2 ราย แล้วก็บินกลับไป จากนั้นเหตุการณ์ยังเหมือนเดิม ไม่ดีขึ้น

พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.ภ.8 จึงส่งผมที่เป็นผู้การดูแลกระดาษไปปราบ ทำให้ผมต้องย้อนกลับไปถล่มมาเฟียกลุ่มนี้ที่ภูเก็ตอีกครั้ง แทนที่จะให้มือปราบตัวจริงทั้งผู้การจังหวัดภูเก็ต หรือรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ที่รับผิดชอบจังหวัดภูเก็ตจัดการ

ผมมีเครื่องหมายการค้าเป็นการันตีสรรพคุณ คือทำอะไรทำจริง จับจริง ไม่มีการล้อเล่น ไม่แหกตาประชาชน ผมและทีมงานรวบรวมหลักฐานจนศาลจังหวัดภูเก็ตออกหมายจับผู้ต้องหาสองร้อยกว่าคน ลงมือจับกุมเพียงแค่ 2 ครั้ง 2 วัน ทั้ง 2 ครั้งจับผู้ต้องหาเป็นร้อยคนได้พร้อมกันทั้งหมด ไม่พลาดเป้าเลย

แล้วยังจับนายกเทศมนตรีตำบลกะรนกับอดีตนายกเทศมนตรีตำบลป่าตองยัดเข้าคุก

ผมกับทีมงานวางแผนการสอบปากคำผู้ต้องหาที่มีเป็นร้อยคน ทั้งพิมพ์ลายนิ้วมือ ให้พยานชี้ตัวผู้ต้องหาแล้วถ่ายรูปทำบันทึก ทุกอย่างราบรื่น เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ไม่มีติดขัด จนกระทั่งนำสำนวนการสอบสวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาทุกคนส่งพนักงานอัยการ

เป็นการทำงานที่ผมใช้พลังอย่างเต็มที่เพื่อกู้หน้าภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต

เมื่อผมเป็นผู้การมานาน 4 ปีเต็มถือว่าอาวุโสแล้ว มีคนอื่นอยากจะเป็นบ้าง ผมเลยได้อานิสงส์ มีแรงผลักแรงดัน จนปลายปี พ.ศ.2557 จึงได้เลื่อนขึ้นชั้นไปเป็นรอง ผบช.ภ.8 จนกระทั่งมาเกิดคดีค้ามนุษย์ขึ้น

ทีมสืบสวนสอบสวนของตำรวจภูธรภาค 8 เสนอชื่อผมให้เข้าร่วมเป็นคณะทำงานในคดีด้วย แต่ถูก พล.ต.อ.คนหนึ่ง ซึ่งเติบโตรวดเร็วมากจนไปถึง รอง ผบ.ตร. กาชื่อผมออกไป ผมเหนื่อยมาตลอดและถือว่าทำงานมานานมากพอแล้ว อยากจะสบายบ้าง ในใจจึงนึกขอบคุณที่ไม่ต้องให้ไปยุ่งเกี่ยวกับคดีหนักๆ อีก และรู้สึกโล่งใจ

แต่แล้ว พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. กลับมาดึงผมไปเข้าร่วมจนได้ เมื่อผมถูกสั่งให้ไปทำงานจึงทุ่มสุดตัวทำสุดฝีมือ และไม่คิดว่าจะเป็นคดีสุดท้ายของชีวิตการรับราชการเป็นตำรวจ จนได้รับรางวัลราคาแพงเป็นพลเมืองถาวรของประเทศออสเตรเลียเป็นเครื่องตอบแทน ปิดฉากชีวิตสีกากี

ทั้งหมดนี้เป็นหมายเหตุพอสังเขป ถือเป็นการโหมโรง และวีกนี้ขอยืนยันจะเล่าเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น เมื่อถึงเวลานั้นจะเข้มข้นขนาดไหน ต้องติดตาม