คมนาคม-อว. อัดงบ 300 ล้าน ปั้นอุตสาหกรรมระบบรางไทย ดัน Local Content 70% ใช้จริงใน 3 ปี
"คมนาคม-อว." ผนึก บพข.-รฟท.-สทร. อัดงบ 300 ล้านบาท หนุนนวัตกรรมระบบรางฝีมือคนไทย ตั้งเป้า Local Content 70% หวังสร้าง New S-Curve ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับรถไฟไทยให้สำเร็จภายใน 3 ปี
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อพัฒนาระบบอุตสาหกรรมรางของไทยไปตลาดโลกว่า ความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของประเทศ รัฐบาลจะต้องมองไกลกว่า แค่การก่อสร้างเส้นทางหรือการจัดหาขบวนรถ แต่ต้องสร้างระบบนิเวศการเดินทางที่เชื่อมโยงทั้งรถไฟระหว่างเมือง ระบบขนส่งมวลชนในเมือง การขนส่งสินค้า และการเดินทางรูปแบบอื่นอย่างไร้รอยต่อ
โดยมีเป้าหมายคือให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็ต้องใช้ระบบรางขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของระบบรางไทย แต่ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเสริมขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า การร่วมมือในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า งานวิจัย ของ อว.ไม่ได้อยู่บนหิ้ง แต่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง และในส่วนของกระทรวงคมนาคมกำลังเดินหน้าการขนส่งทางรางอย่างเต็มระบบ มีทั้งรถไฟโดยสารขนส่งประชาชนในเมืองใหญ่และระหว่างเมือง รถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง และจากวันนี้ไปอีก 20-30 ปีจะเห็นชัดว่าระบบรางมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ระบบรางจะพัฒนาไม่ได้หากไม่นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในโลกมาใช้ในประเทศไทย และจะเดินหน้าไม่ได้หากเทคโนโลยีเหล่านั้นไม่สามารถผลิตได้ในประเทศไทย หรือไม่ผ่านมาตรฐานไม่มีการถ่ายทอดและไม่มีการสร้างบุคลากรให้เกิดขึ้นในไทย
ดังนั้นการร่วมมือครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในระบบรางของไทย และอยากฝากว่าความร่วมมือในครั้งนี้อย่าให้เป็นเพียงแค่การลงนามและผ่านไป ภายในระยะเวลาอันสั้นที่อาจไม่ต้องรอถึง 10-20 ปี แต่ภายในเวลา 3 ปีต่อจากนี้เท่าอายุรัฐบาลชุดนี้ เชื่อว่าหน่วยงานที่จับมือกันครั้งนี้จะต้องมีผลงานให้กับประชาชนชาวไทยได้เห็นว่ามีการนำเทคโนโลยีมาใช้กับระบบรางที่จะสามารถสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างการเติบโตครั้งใหม่ทางเศรษฐกิจ ใหม่ (New S-Curve) ให้กับคนไทยได้อย่างแท้จริง
“Tech to Track” เทคลงราง ล็อกเป้า เป๋าตุง นวัตกรรมฝีมือคนไทย ยกระดับมาตรฐาน ความปลอดภัยและบริการระบบรางไทย ในครั้งนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงภายในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนอนาคตประเทศไทยตลอดไป
รองศาสตราจารย์ ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) กล่าวว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า รฟท. มีความต้องการตู้โดยสารและตู้บรรทุกประมาณ 2,500 คัน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมไทย ประกอบกับ พ.ร.บ. การขนส่งทางราง 2568 ที่มีผลใช้บังคับแล้ว ทำให้ไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนทั้งด้านมาตรฐาน ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน สำหรับ บพข. โจทย์ของ รฟท. คือให้ใช้งานได้จริง ขณะที่ สทร. จะช่วยเชื่อมเรื่องมาตรฐาน การทดสอบ และการพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อให้งานวิจัยผลิตได้จริง และมีตลาดรองรับ จึงได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตในประเทศตั้งแต่ 20% ถึง 70% ตามประเภทของเทคโนโลยีและความพร้อมในการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต และคนไทยได้ใช้บริการรถไฟที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมั่นใจได้ในทุกการเดินทาง
ด้าน นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า รฟท.จะนำองค์ความรู้จากงานวิจัย ให้เดินไปได้กับ รฟท. พร้อมนำโจทย์จากการปฏิบัติงานจริง ทั้งด้านการเดินรถ การซ่อมบำรุง ระบบอาณัติสัญญาณ รถจักรและล้อเลื่อน รวมถึงการให้บริการ มาร่วมพัฒนาเป็นโจทย์วิจัย พร้อมสนับสนุนการศึกษา ทดลอง และทดสอบเทคโนโลยีที่มีศักยภาพภายใต้หลักความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล เพื่อแปลงความร่วมมือให้เป็นงานที่ใช้ได้จริง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือระบบรางที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ซึ่งจากงานวิจัยหลายๆอย่างได้นำมาทดลองกับระบบรางของรถไฟในปัจจุบันบ้างแล้ว
ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) กล่าวว่า การสร้างอุตสาหกรรมระบบรางให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ต้องมีรากฐานที่เข้มแข็งทั้งระบบการทดสอบภายในประเทศและกำลังคนในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อม “ทุนวิจัย-ผู้พัฒนาเทคโนโลยี-มาตรฐาน-ผู้ใช้งานจริง-ภาคอุตสาหกรรม” เข้าด้วยกันแบบมุ่งเป้า เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง เพิ่มสัดส่วนการผลิตภายในประเทศ และเปิดโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการไทย โดยมีเป้าหมายปลายทางคือ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้หมุนเวียนอยู่ในประเทศ
อ่านข่าว "นโยบายรัฐ" เพิ่มเติม