“30 ปี ฟอร์ด ประเทศไทย” 7 บทบาทที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และวงการรถยนต์ไทย - Marketeer Online


หากมองย้อนกลับไปตลอด 30 ปีในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ชื่อของ “ฟอร์ด” (Ford) คือภาพจำของยานยนต์ที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ ความทนทาน DNA ความแข็งแกร่ง และผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก

ตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจในไทย ฟอร์ดได้ผลิตและส่งออกรถยนต์ฝีมือคนไทยไปยังตลาดทั่วโลกกว่า 3.3 ล้านคัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569)

ในอีกด้านหนึ่ง บทบาทของฟอร์ดมีมิติที่กว้างกว่าการเป็นเพียงผู้ผลิตและจัดจำหน่าย โดยเป็นทั้งกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาค และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในหลายด้าน ผ่านการลงทุนตั้งฐานการผลิต การสร้างงาน ตลอดจนการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง

Marketeer ขอพาทุกท่านไปร่วมถอดรหัส 7 บทบาทสำคัญของฟอร์ด ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวงการยานยนต์ไทยอย่างลึกซึ้ง

 1. บทบาทต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ เม็ดเงินการลงทุนกว่า 1.33 แสนล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 22 มกราคม 2569)

การตัดสินใจเข้ามาปักหมุดการลงทุนของฟอร์ด มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานและตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในฐานะ “ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ระดับโลก” (Global Automotive Hub)

ผ่านเม็ดเงินลงทุนสะสมที่ทุ่มลงไปในประเทศไทยสูงกว่า 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.33 แสนล้านบาท ฟอร์ดได้ผลักดันพื้นที่ยุทธศาสตร์ในจังหวัดระยองให้กลายเป็นฐานการผลิตระดับเวิลด์คลาส 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (FTM) และ โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AAT)

ทั้งสองแห่งทำหน้าที่เป็นกลจักรสำคัญในการผลิตรถยนต์ฝีมือคนไทย เพื่อส่งออกไปยังตลาดสากลทั่วโลก ยานยนต์ระดับไอคอนิก  อย่าง ‘Ford Ranger’ ถูกส่งออกไปจำหน่ายมากกว่า 130 ประเทศ ขณะที่ ‘Ford Everest’ กระจายไปมากกว่า 110 ประเทศ ยืนยันถึงศักยภาพของฝีมือแรงงานและวิศวกรรมการผลิตของคนไทยบนเวทีการค้าโลก ก่อให้เกิดเม็ดเงินตราต่างประเทศไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

2. บทบาทต่อการจ้างงานและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ

พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของฟอร์ดขยายวงกว้างออกไปไกลกว่าแค่ภายในโรงงานประกอบรถยนต์ สู่การสร้าง ‘อีโคซิสเต็มทางเศรษฐกิจ’ (Economic Ecosystem) ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น

  • การสร้างงานและพัฒนาบุคลากร:

ปัจจุบัน ฟอร์ดสนับสนุนการจ้างงานกว่าหมื่นตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทักษะสูง (High-skilled labor) ทั้งในสายงานวิศวกรรมการผลิต การบริหารจัดการ และการบริการหลังการขาย การลงทุนอย่างต่อเนื่องนี้ไม่เพียงสร้างความมั่นคงให้แรงงานไทย ยังรวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล

  • การถ่ายทอดเทคโนโลยีและขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain):

การขยายกำลังการผลิตของฟอร์ดส่งผลเชื่อมโยงโดยตรงต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ โดยฟอร์ดได้ทำงานร่วมกับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศอย่างใกล้ชิด การกำหนดมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดและการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมกระบวนการผลิต ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของซัพพลายเออร์ไทย ให้สามารถผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพระดับโลก

  • การกระจายรายได้และสร้างแรงสะพัดทางเศรษฐกิจ:

นอกจากนี้ เครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการทั่วประเทศ พันธมิตรด้านโลจิสติกส์ การขนส่ง ตลอดจนธุรกิจเกี่ยวเนื่องต่างได้รับผลบวกจากการเติบโตของฟอร์ด ส่งผลให้เกิดการจ้างงานทางอ้อมและกระจายรายได้แก่ครอบครัวคนไทยอีกนับหมื่นชีวิต ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงภาพรวมของประเทศอย่างแท้จริง

3. บทบาทต่อศักยภาพการผลิต ขยายพื้นที่ยุทธศาสตร์รองรับอนาคต

ก้าวสำคัญที่สะท้อนยุทธศาสตร์การเติบโตของฟอร์ด คือการขยายขีดความสามารถในการผลิตอย่างไม่หยุดยั้ง เห็นได้จากการบรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของซูซูกิ บนพื้นที่กว่า 412.5 ไร่ ในจังหวัดระยอง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงงาน FTM

การขยายฐานการผลิตครั้งนี้ ถือเป็นการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการเขตปลอดอากร (Free Zone) ควบคู่ไปกับการเพิ่มพื้นที่การผลิตทางกายภาพ ตลอดจนการยกระดับกระบวนการทางโลจิสติกส์ และเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีการผลิตยานยนต์รุ่นใหม่ในอนาคต ซึ่งการขยายการลงทุนขนาดใหญ่ในไทยอย่างต่อเนื่องนี้ ยังส่งสัญญาณความเชื่อมั่นอันแน่วแน่ของฟอร์ดที่มีต่อนโยบายอุตสาหกรรม และความพร้อมของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตหลักในภูมิภาคอาเซียน

4. บทบาทในวงการยานยนต์ “Game Changer” ผู้สร้างมาตรฐานใหม่

สำหรับวงการยานยนต์ไทย ฟอร์ดวางบทบาทเป็น Game Changer ที่ยกระดับความต้องการของผู้บริโภค และท้าทายกรอบเดิม ๆ ของตลาดอย่างต่อเนื่อง จุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าสนใจ ได้แก่

  • ผู้บุกเบิกประตูแค็บเปิดได้ (Open Cab) รายแรกในไทย:

ฟอร์ดปฏิวัติโครงสร้างรถกระบะไทยด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยีประตูแค็บเปิดได้แบบไม่มีเสากลาง (RAS – Rear Access System) ใน Ford Ranger ยุคแรก ซึ่งนับเป็น ครั้งแรกของประเทศไทย เปลี่ยน Paint Point กระบะตอนครึ่งที่ผู้โดยสารขึ้น-ลงลำบาก ให้กลายเป็นความสะดวกสบายเหมือนรถยนต์นั่ง นวัตกรรมนี้พลิกภาพจำของรถกระบะจากยานพาหนะบรรทุกหนักเชิงพาณิชย์ ให้กลายเป็น “รถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัว” และกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ยกระดับตลาดรถกระบะไทยในเวลาต่อมา

  • ศูนย์กลางการเปิดตัวระดับโลก (World Premiere Platform):

การที่ฟอร์ดเลือกประเทศไทยเป็นเวทีเปิดตัวโมเดลระดับเรือธงครั้งแรกในโลก (World Premiere) อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Ford Ranger Raptor หรือโมเดลสายลุยงานหนักอย่าง Ford Ranger Super Duty เป็นสิ่งยืนยันว่า ประเทศไทยเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงศักยภาพด้านการวิจัย พัฒนา และมาตรฐานวิศวกรรมยานยนต์ไทยให้ปรากฏแก่สายตาอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับสากล

  • การปฏิรูปนิยามใหม่ของตลาดPPV:

ฟอร์ดทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ของรถยนต์อเนกประสงค์บนพื้นฐานกระบะ (PPV) ที่เคยถูกมองว่ากระด้างและขาดความประณีต ด้วยการส่ง ‘Ford Everest’ (โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมอย่าง Everest Platinum) เข้าสู่ตลาด โดยนำเสนอมิติใหม่ที่ผสานระบบช่วงล่างและสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอันเป็นเอกลักษณ์ เข้ากับดีไซน์ระดับพรีเมียม ห้องโดยสารที่เงียบสงบ ความสะดวกสบายขั้นสุด และเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver Assistance Systems)

5. บทบาทต่อมาตรฐานบริการหลังการขาย “Care Culture & Digitalization”

การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้จบลงเมื่อรถยนต์ถูกส่งมอบออกจากโชว์รูม ฟอร์ดตระหนักดีว่าหัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืนคือการสร้างความสัมพันธ์ตลอดช่วงชีวิตการใช้งาน (Lifetime Relationship) ผ่านแนวคิด ‘ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว’ (Treat Customers Like Family)

เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ฟอร์ดได้พัฒนาทักษะของช่างเทคนิค พัฒนาระบบบริหารจัดการอะไหล่ให้รวดเร็ว และสร้างสรรค์โปรแกรมดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร อีกหนึ่งกลไกที่เข้ามาเติมเต็ม Customer Journey คือ Ford Rewards Club โปรแกรม Loyalty ที่ให้ลูกค้าสะสมคะแนนจากการใช้จ่ายที่ศูนย์บริการฟอร์ด และนำคะแนนไปแลกรับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของโปรแกรม เปลี่ยนการเข้าศูนย์บริการแต่ละครั้งให้ไม่ได้จบเพียงการดูแลรถ แต่ยังสร้างความคุ้มค่าและต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ในระยะยาว

พร้อมกันนี้ยังได้นำนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาเชื่อมโยงประสบการณ์การใช้งาน ผ่านแอปพลิเคชัน Ford app ซึ่งมียอดผู้ใช้งานมากกว่า 130,000 คน ช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะรถ นัดหมายเข้ารับบริการ และเช็กระยะได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ส่งผลให้ยอดการจองบริการออนไลน์เติบโตสูงถึง 26% ต่อปี

ความมุ่งมั่นนี้ดังกล่าวได้รับการยืนยันผ่านผลการสำรวจ Service Customer Experience Index (Service CXI) ประจำปี 2026 โดย ดิฟเฟอเรนเชียล (Differential) ซึ่งจัดให้ฟอร์ดอยู่ในกลุ่มแบรนด์ที่มีคะแนนความพึงพอใจด้านบริการหลังการขายสูงเป็นอันดับ 2 ร่วมกับโตโยต้า และได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ที่สะท้อนออกมาเป็นอัตราการกลับเข้ารับบริการของลูกค้า (Retention Rate) ที่สูงเฉลี่ยถึง 83% ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

6. บทบาทต่อวัฒนธรรมมอเตอร์สปอร์ตและคอมมูนิตี้คนรักรถ

คำว่า ‘ฟอร์ด เกิดมาแกร่ง’ (Built Ford Tough) คือ DNA ที่ได้รับการพิสูจน์ในสนามแข่งขันระดับมืออาชีพ และเป็นเครื่องยืนยันถึงสมรรถนะ ‘แกร่งตัวจริง’ มากกว่าเป็นเพียงสโลแกนเพื่อการโฆษณา

ตลอด 7 ปีของการก่อตั้งทีมแข่ง Ford Thailand Racing (FTR) ฟอร์ดได้ใช้สนามแข่งเป็นห้องทดสอบทางวิศวกรรม (Real-world Testbed) เพื่อพิสูจน์ความทนทานและสมรรถนะ นำมาซึ่งชัยชนะระดับแชมป์มากถึง 31 ถ้วย ทั้งในรายการ Thailand Super Series, Thailand Rally Raid Championship และรายการครอสคันทรีระดับเอเชียอย่าง Asia Cross Country Rally (AXCR) บทเรียนและองค์ความรู้ระดับท็อปจากสนามแข่งถูกถ่ายทอดตรงสู่สายการผลิตรถยนต์ที่วางจำหน่ายจริง พร้อมส่งต่อสปิริตสายลุยให้ลูกค้าสัมผัสผ่านกิจกรรมสำหรับครอบครัวฟอร์ด อย่าง Raptor Track Experience และ King of Tough

วัฒนธรรมความแกร่งและ Passion ในการขับขี่นี้ ได้หล่อหลอมให้เกิดการรวมตัวของเครือข่ายคลับผู้ใช้ฟอร์ดมากกว่า 50 กลุ่มทั่วประเทศไทย เปลี่ยนภาพจากเพียง ‘ผู้ซื้อรถยนต์’ ให้กลายเป็น ‘คอมมูนิตี้ของคนมีไลฟ์สไตล์เดียวกัน’ ที่มีความผูกพันกับแบรนด์อย่างลึกซึ้ง (Brand Loyalty) เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของรถได้แลกเปลี่ยนวิถีชีวิต ส่งต่อวัฒนธรรมการแต่งรถ ร่วมทริปผจญภัยท้าทายขีดจำกัด ตลอดจนผนึกกำลังเป็นเครือข่ายจิตอาสาลงพื้นที่ช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤตอย่างต่อเนื่อง และมิตรภาพที่ขับเคลื่อนสังคมไปด้วยกัน

7. บทบาทต่อการพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน

มิติสุดท้ายที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือ บทบาทในการสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคม (Creating Shared Value) ฟอร์ดเชื่อว่าความสำเร็จทางธุรกิจต้องดำเนินไปพร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

ภายใต้ความร่วมมือกับ Ford Philanthropy หน่วยงานเพื่อสังคมของฟอร์ด ได้ขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ แพลตฟอร์มระดับโลก ‘ฟอร์ดร่วมด้วยช่วยสร้าง’ (Ford Building Together) จัดตั้ง ศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน (Ford Community Center: FCC) ขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การฝึกทักษะอาชีพ การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารร่วมกับมูลนิธิในพื้นที่

ขณะเดียวกัน พนักงานจิตอาสาของฟอร์ด พันธมิตรผู้จำหน่าย และองค์กรท้องถิ่น ยังได้ผนึกกำลังกันใน ‘Ford Global Caring Month’ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกเป็นประจำทุกปี เพื่อร่วมพัฒนาการศึกษาและสิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องยืนยันถึงปณิธานระยะยาวในการเติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน

30 ปีแห่งความภาคภูมิใจ และหมุดหมายใหม่สู่อนาคต

ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา บทบาทของ ‘ฟอร์ด ประเทศไทย’ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจยานยนต์ที่สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้แก่ประเทศในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การเป็นเสาหลักทางการลงทุน การสร้างงาน การปฏิวัตินวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ ไปจนถึงการร่วมพัฒนาชุมชน

โอกาสครั้งนี้ นอกจากเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา ยังเป็น ‘จุดเริ่มต้นของบทใหม่’ ที่ฟอร์ดพร้อมรับฟังเสียงของลูกค้า พัฒนานวัตกรรมยานยนต์และเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป