ยอดขายโต แต่ทำไมธุรกิจยิ่งเหนื่อย! แนะ 3 จุดเปลี่ยนที่ SMEs ต้องจัดการให้ได้ ก่อนการเติบโตจะกลายเป็นความเสี่ยง - เส้นทางเศรษฐี

นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP

ในช่วงเวลาที่ต้นทุนสูงขึ้น กำลังซื้อเปราะบาง และการแข่งขันเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์ เป้าหมายอันดับแรกของผู้ประกอบการจำนวนมากอาจเหลือเพียงคำว่า “ปีนี้…ขอแค่รอดก่อน” แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจบางแห่งมียอดขายเพิ่มขึ้น มีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง และดูเหมือนกำลังเติบโต ทว่าเจ้าของกลับทำงานหนักกว่าเดิม ทีมยังตัดสินใจเองไม่ได้ และเงินสดในบัญชีกลับไม่เพิ่มขึ้นตามยอดขาย นี่คือสัญญาณว่า ธุรกิจอาจกำลัง “รอดบนตัวเลข” แต่ยังไม่ได้แข็งแรงพอที่จะไปต่อ

จากประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจและทำงานร่วมกับผู้ประกอบการไทยหลากหลายประเภทมาอย่างต่อเนื่อง นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ TCP ได้ถ่ายทอดแนวคิด “ปลุกพลัง ผู้ประกอบการ ให้ไปต่อ” แก่ผู้ประกอบการในโอกาสที่กลุ่มธุรกิจ TCP ร่วมเป็นพี่เลี้ยงในโครงการ Big Brother Season 10 ของหอการค้าไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยชวนผู้ประกอบการกลับไปมองให้ลึกกว่าโจทย์เฉพาะหน้าว่า สิ่งที่กำลังแก้ไขอยู่ในวันนี้กำลังพาธุรกิจไปสู่คำตอบระยะยาวจริงหรือไม่

เลิกดูเพียงยอดขายเข้า แล้วเริ่มดูว่าสินค้าขายออกจริงหรือไม่

หนึ่งในภาพลวงตาที่เกิดขึ้นบ่อยในธุรกิจ คือการเห็นคำสั่งซื้อจำนวนมากแล้วตีความว่าสินค้ากำลังขายดี ทั้งที่สินค้าบางส่วนอาจยังวางอยู่บนชั้นของร้านค้า หรือกลายเป็นสต๊อกที่คู่ค้ายังขายออกไม่ได้ ความแตกต่างระหว่าง Sell-in หรือยอดที่ผู้ประกอบการขายสินค้าเข้าสู่ร้านค้า กับ Sell-out หรือยอดที่สินค้าถูกซื้อโดยผู้บริโภคจริง จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยบอกสถานะของธุรกิจได้แม่นยำกว่ายอดขายจากโกดังเพียงอย่างเดียว เพราะสินค้าที่วางอยู่เต็มหน้าร้านอาจหมายถึงเงินสดที่กำลังจมอยู่บนชั้นวางโดยไม่มีใครมองเห็นก็เป็นได้

“ทุกธุรกิจไม่จำเป็นต้องมีระบบข้อมูลที่ซับซ้อน สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าข้อมูลใดจำเป็นต่อการตัดสินใจ ธุรกิจที่ไปต่อได้จะไม่ปล่อยให้ข้อมูลรอการตัดสินใจ แต่จะใช้ข้อมูลเพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วและแม่นยำขึ้น” นายสราวุฒิ กล่าว

หลักคิดนี้ยิ่งมีความสำคัญในวันที่ผู้ประกอบการต้องขายสินค้าผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ที่จำนวนผู้เข้าชม ยอดคลิก หรือกระแสบนโซเชียลมีเดีย อาจไม่ได้แปลว่าจะเกิดยอดซื้อหรือผลกำไรเสมอไป โดยกลุ่มธุรกิจ TCP ทดลองนำแนวทางดังกล่าวมาใช้กับ Bestural ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนรูปแบบกัมมี่ที่พัฒนาร่วมกับ DHC จากประเทศญี่ปุ่นและจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก โดยวิเคราะห์ข้อมูลตั้งแต่จำนวนผู้เข้าชม พฤติกรรมการซื้อ ไปจนถึงความสามารถในการสร้างกำไรของสินค้าแต่ละรายการ เพื่อแยกให้ออกว่ากิจกรรมใดสร้างเพียงความสนใจ และกิจกรรมใดสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง

ข้อมูลยังมีบทบาทมากกว่าการแก้ปัญหารายวัน เพราะสามารถช่วยให้ธุรกิจมองเห็นโอกาสใหม่ ตัวอย่างเช่น การดำเนินธุรกิจแบรนด์ หงหนิว (红牛) หรือเรดบูลในประเทศจีน ซึ่งข้อมูลผู้บริโภคสะท้อนให้เห็นการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มและความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่พกพาสะดวก สามารถปิดฝาและเก็บไว้ดื่มต่อได้ อินไซต์ดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาเรดบูลในบรรจุภัณฑ์ขวด PET ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์ในตลาดจีน

บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ต้องมีข้อมูล” แต่คือ ผู้ประกอบการต้องรู้ว่าจะตั้งคำถามอะไรกับข้อมูลที่มี เพราะในยุคที่แทบทุกธุรกิจเข้าถึงตัวเลขได้มากขึ้น ความได้เปรียบจะไม่ได้อยู่กับคนที่เดาถูกเป็นครั้งคราว แต่อยู่กับคนที่มองข้อมูลเป็นและนำไปใช้สร้างการตัดสินใจที่ดีกว่า

ธุรกิจที่ไปต่อได้ ไม่ควรรอเจ้าของตัดสินใจทุกเรื่อง

ปัญหาที่พบได้บ่อยในธุรกิจ SMEs คือเจ้าของธุรกิจยังเป็นศูนย์กลางของแทบทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่เรื่องลูกค้า การตั้งราคา การสั่งสินค้า ไปจนถึงการแก้ปัญหาประจำวัน แม้รูปแบบนี้อาจช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อกิจการเติบโต เจ้าของจะกลายเป็นคอขวดที่ทำให้ทั้งองค์กรเดินช้าลง

จากประสบการณ์ของโครงการ Durbell Successor Program ซึ่งเดอเบล ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP ได้เข้าไปช่วยเตรียมความพร้อมให้กับทายาทและผู้บริหารธุรกิจรุ่นต่อไป พบว่า หลายธุรกิจไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่คนในทีมยังไม่กล้าตัดสินใจ เพราะไม่มั่นใจว่าตนเองมีอำนาจมากเพียงใด กังวลต่อผลลัพธ์หากตัดสินใจผิด และไม่เห็นว่างานของตัวเองเชื่อมโยงกับความสำเร็จของธุรกิจอย่างไร

“ธุรกิจที่ไปต่อได้จริงไม่ได้หมายความว่าเจ้าของต้องเก่งที่สุด แต่ต้องมีทีมที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และกล้ารับผิดชอบ เจ้าของจึงต้องเปลี่ยนจากการเป็นคนให้คำตอบทุกเรื่อง ไปเป็นคนที่สร้างระบบและสภาพแวดล้อมให้ทีมสามารถหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง” นายสราวุฒิ แนะนำ

จุดเริ่มต้นในการเสริมแกร่งให้กับทีมงานอาจไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการพัฒนาบุคลากรขนาดใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการทำให้ทีมเห็นผลลัพธ์ของงานที่ตนเองรับผิดชอบ เช่น การพาไปดูพฤติกรรมของลูกค้าหรือการขายที่หน้าร้าน การแชร์ตัวเลขยอดขาย ต้นทุน และกำไร รวมถึงการอธิบายว่าการตัดสินใจแต่ละครั้งส่งผลต่อภาพรวมของธุรกิจอย่างไร เมื่อพนักงานมองเห็นความเชื่อมโยงดังกล่าว งานจะไม่ใช่เพียงสิ่งที่ต้อง “ทำให้เสร็จ” แต่จะกลายเป็นความรับผิดชอบที่ทุกคนต้องช่วยกัน “ทำให้สำเร็จ”

“นอกจากนี้ การเติมเครื่องมือ ความรู้ และพื้นที่ให้ได้ทดลอง เราจึงจัด TCP AI Hackathon 2026 เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานจากหลากหลายสายงานร่วมกันค้นหาว่า AI จะช่วยแก้ปัญหาจริงของธุรกิจได้อย่างไร เป้าหมายของเราคือการสร้างวัฒนธรรมให้คนกล้าคิด กล้าลอง และกล้านำเสนอวิธีการทำงานใหม่ๆ เพราะเทคโนโลยีจะสร้างผลลัพธ์ได้จริง ก็ต่อเมื่อคนในองค์กรรู้ว่าจะนำไปใช้ตอบโจทย์อะไร และมีความมั่นใจที่จะเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการตัดสินใจ” นายสราวุฒิ กล่าว

ยอดขายเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจมีเงินมากขึ้น

ความเข้าใจผิดอีกเรื่องหนึ่งคือ เมื่อยอดขายเติบโต ธุรกิจย่อมแข็งแรงขึ้นตามไปด้วย แต่ในทางปฏิบัติ การเติบโตอาจสร้างภาระทางการเงิน หากผู้ประกอบการต้องเพิ่มสต๊อก ขยายพื้นที่ ให้เครดิตลูกค้านานขึ้น หรือรับภาระค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ขณะที่เงินจากการขายยังไม่กลับเข้ามา

หลายธุรกิจจึงอาจดูเติบโตจากรายงานยอดขาย แต่มีเงินสดไม่เพียงพอสำหรับจ่ายค่าแรง ชำระค่าสินค้า หรือรองรับเหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามแผน ก่อนจะสรุปว่าสินค้าหรือช่องทางใดสร้างกำไร ผู้ประกอบการจึงต้องตรวจสอบต้นทุนให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง ค่าโปรโมชัน ค่าธรรมเนียมหรือ GP ของแพลตฟอร์ม ต้นทุนจากสินค้าที่ค้างอยู่ในสต๊อก ตลอดจนเวลาและแรงงานของเจ้าของธุรกิจที่อาจไม่เคยถูกนำมาคำนวณ

เงินที่เข้ามาในบัญชีอาจเป็นเพียงเงินที่ต้องนำไปหมุนต่อ ไม่ใช่กำไรที่สามารถนำออกมาใช้ได้จริง หากผู้ประกอบการไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริง ก็อาจกำลังขายสินค้ามากขึ้น แต่ขาดทุนมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“ก่อนขยายธุรกิจ เราต้องดูด้วยว่ามีเงินสดเพียงพอที่จะรองรับการเติบโตหรือไม่ ลูกค้าที่เราให้เครดิตมีกำลังจ่ายจริงเพียงใด และหากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน เรามีทางรับมืออย่างไร เพราะธุรกิจไม่ได้ล้มเพราะไม่มีลูกค้าเสมอไป หลายครั้งธุรกิจล้มเพราะเงินสดหมดก่อน” นายสราวุฒิ กล่าว

การไปต่อ เริ่มจากการมองความจริงให้เร็ว

ทั้งข้อมูล ทีม และกระแสเงินสดอาจดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่กลับเป็นสามสิ่งที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด เมื่อธุรกิจไม่มีข้อมูล การตัดสินใจก็ต้องพึ่งประสบการณ์หรือความรู้สึกของเจ้าของ เมื่อทุกเรื่องต้องรอเจ้าของ การตัดสินใจก็ช้าลง สินค้าหมุนเวียนช้าลง และเงินสดเริ่มติดอยู่ในสต๊อกหรือเครดิตที่เรียกเก็บไม่ได้

การแก้ปัญหาจึงไม่ควรแยกเป็นเรื่องๆ แต่ต้องสร้างวงจรการบริหารใหม่ที่ข้อมูลช่วยให้ทีมตัดสินใจได้เร็วขึ้น ทีมที่เข้าใจธุรกิจช่วยลดการพึ่งพาเจ้าของ และวินัยทางการเงินช่วยให้การเติบโตเกิดขึ้นบนฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม

“วันนี้ผู้ประกอบการอาจอยู่ในเกมที่ยากขึ้น แข่งขันมากขึ้น และมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ข้อได้เปรียบของ SMEs คือความสามารถในการปรับตัวได้เร็ว ธุรกิจจะไปต่อได้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเก่งที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครมองเห็นความจริงได้เร็วกว่า และกล้าปรับตัวมากเพียงใด” นายสราวุฒิ กล่าว

“ธุรกิจที่ไปต่อได้ ไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่เคยเจอปัญหา แต่คือธุรกิจที่มองเห็นปัญหาได้เร็ว ตัดสินใจได้ทัน และปรับตัวก่อนที่ความเสี่ยงจะกลายเป็นวิกฤต สำหรับผู้ประกอบการ สิ่งสำคัญจึงมีอยู่สามเรื่อง คือ อ่านข้อมูลให้ออกและใช้ข้อมูลให้เป็น สร้างทีมให้ตัดสินใจได้ และรักษาบริหารสภาพคล่องให้ทันการเติบโต เพราะยอดขายไม่ใช่กำไร และการเติบโตที่ไม่มีเงินสดรองรับ อาจกลายเป็นความเสี่ยงของธุรกิจได้ในที่สุด” นายสราวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

Tags

Related Posts

หลายคนอาจมองว่าการทำธุรกิจคือการสร้างกำไร แต่สำหรับ เจค แจบส์ (Jake Jabs) ซีอีโอวัย 95 ปี แห่ง American Furniture Warehouse หนึ่งในตัวอย่างความประทับใจที่ความสำเร็จไม่ได้วัดกันแค่ที่ยอดขาย แต่ยังรวมถึงการส่งต่อโอกาสให้ผู้อื่นอีกด้วย ชุบชีวิตร้านที่เกือบล้มละลาย  ย้อนกลับไปในปี 1975 เขาตัดสินใจซื้อกิจการร้านเฟอร์นิเจอร์ที่กำลังจะล้มละลาย ด้วยเงิน 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.7 ล้านบาท)    ด้วยวิสัยทัศน์และการบริหารที่แข็งแกร่ง เขาค่อยๆ พลิกฟื้นธุรกิจจนกลายเป็นอาณาจักรร้านเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ที่มีถึง 18 สาขา ครอบคลุมทั้งในรัฐโคโลราโด แอริโซนา และเท็กซัส  แม้ว่าในปัจจุบัน American Furniture Warehouse จะยังคงเป็นธุรกิจของครอบครัวไม่ใช่บริษัทมหาชน แต่ในปี 2025 บริษัทก็ทำรายได้สูงถึง 858 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนรายใหญ่ของรัฐโคโลราโด แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนชื่นชมเขาไม่ใช่เพียงความสำเร็จทางธุรกิจ หากคือการนำความสำเร็จนั้นกลับไปช่วยเหลือสังคม ในช่วงปีที่ผ่านมา เขาบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลในรัฐโคโลราโดมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเขาให้สัมภาษณ์

1 สิงหาคม 2569

หลายคนเริ่มต้นปีด้วยการตั้งเป้าหมายเปลี่ยนชีวิต หรือที่เรียกว่า New Year’s Resolution แต่สำหรับคู่รักคู่นี้ เขาเลือกตั้งเป้าหมายเล็กๆ ในทุกมื้อเช้า จนกลายเป็นแบรนด์ผลไม้อบแห้งฟรีซดรายที่สามารถทำรายได้แตะ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 35 ล้านบาทต่อปี บทความนี้จะพาทุกคนไปคุยกับ Jenny Yue อายุ 31 ปี อดีตบุคลากรทางการแพทย์ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ OHME! ที่เริ่มจากอาชีพเสริม จนปัจจุบันลาออกจางานมาลุยธุรกิจเต็มตัว จุดเริ่มต้นจาก “สุขภาพดี” ย้อนกลับไปในช่วงโควิด-19 เจนนี่ทำงานด้านระบบสุขภาพดิจิทัลจากที่บ้าน ควบคู่ไปกับการเลี้ยงลูกวัย 1 ขวบ ซึ่งวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เธอเกิดความเครียด และลืมดูแลตัวเอง จนทำให้น้ำหนักของเธอพุ่งขึ้นมากกว่า 22 กิโลกรัม ภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน “วันหนึ่งเรามองตัวเองในกระจกแล้วแทบจำตัวเองไม่ได้ นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฉันกับสามีตั้งเป้าว่าจะกลับมารักตัวเอง” ทั้งคู่เริ่มจากการปรับมื้อเช้าให้เฮลท์ตี้ขึ้น เปลี่ยนจากเบคอนและของทอด มาทานเป็นอกไก่ ข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต และผลไม้แทน  แม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดี แต่ไม่นานก็เริ่มพบทานแบบเดิมๆ ทุกวันมันน่าเบื่อ ถ้าไม่มีอะไ

31 กรกฎาคม 2569

“ท้องทะเลไทยกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญ ‘Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE‘ ชวนคนไทยเปลี่ยน ‘ความตระหนักรู้’ ให้เป็น ‘การลงมือทำ’ เพื่อร่วมสร้างอนาคตของทะเลไทยไปด้วยกัน” สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทะเลแห่งปี “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เรียนรู้ ลงมือทำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูทะเลไทย ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ก่อนเปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 2569 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นิทรรศการงาน “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” จัดขึ้นโดย มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สืบเนื่องจากพระปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศใต้ท้องทะเลไทย ซึ่งปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายจากปัญหาขยะทะเล มลพิษ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับความร่ว

31 กรกฎาคม 2569

ธุรกิจสัตว์เลี้ยงในจีนกำลังพลิกโฉมไปอีกขั้น เมื่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเปิดให้บริการเช่าสุนัขรายชั่วโมง แพลตฟอร์มดังกล่าวมีชื่อว่า “Wangbu” แปลได้ว่า “พาหมาเดินเล่น” เพิ่งเปิดตัวผ่านมินิโปรแกรมบนโซเชียลมีเดียเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ให้บริการในเมืองใหญ่ของจีนอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น  โดยเปิดให้ผู้ใช้งานเช่าสุนัขไปเดินเล่นเป็นรายชั่วโมง ผ่านระบบที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงสร้างโปรไฟล์ให้สุนัขของตน จากนั้นผู้เช่าจะติดต่อนัดหมายรับ-ส่งกับเจ้าของโดยตรง  โดยที่อัตราค่าบริการจะอยู่ที่ประมาณ 10-60 หยวนต่อชั่วโมง (ราว 50-300 บาท) ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และระยะเวลา ตัวอย่างเช่น สุนัขพันธุ์เวสต์ ไฮแลนด์ ไวท์ เทอร์เรียร์ ชื่อ “อีเวน”  ให้เช่าในราคา 45 หยวนต่อชั่วโมง แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเดินเล่นในขณะที่เจ้าของอยู่ด้วยเท่านั้น และห้ามให้อาหารที่เจ้าของไม่ได้จัดเตรียมไว้  ส่วนสุนัขพันธุ์คอร์กี้ชื่อ “ไป่วั่น” ให้เช่าในราคา 60 หยวนต่อชั่วโมง สามารถพาเดินเล่นตามลำพังหรือพาขึ้นรถได้โดยไม่ต้องมีเจ้าของกำกับ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระบุว่าได้วางมาตรการด้านความปลอดภัยไว้หลายชั้น ทั้งการทำประกัน การติดตามตำแหน่งส

31 กรกฎาคม 2569

แกร็บฟู้ด แอปสั่งอาหารอันดับหนึ่งในประเทศไทย เผยยอดสั่งไอศกรีมผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีพุ่งกว่า 70% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 15-29 กรกฎาคม 2569) จากอานิสงส์ของกระแส Ultra Smooth Gelato Effect ที่มาปลุกตลาดไอศกรีมมูลค่า 25,000 ล้านบาทในประเทศไทยให้คึกคักแม้จะเป็นช่วงหน้าฝน ด้วยสัดส่วนของลูกค้าหน้าใหม่ซึ่งไม่เคยสั่งไอศกรีมมาก่อนถึง 40% โดย “ช็อกโกแลต” เป็นรสชาติขายดีที่สุดครองใจคนไทยด้วยส่วนแบ่งกว่า 70% ขณะที่ “พิสตาชิโอ” กลายเป็นรสชาติดาวรุ่งที่มาแรงที่สุด นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ใช้บริการค้นหาเมนู “เจลาโต้” (Gelato) บนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นจากปกติถึง 6 เท่า นายจิรกิตติ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเดลิเวอรี แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า “โดยปกติแล้วผลิตภัณฑ์ไอศกรีมมักจะได้รับความนิยมและมียอดขายเติบโตขึ้นในช่วงหน้าร้อน รวมถึงช่วงเทศกาลที่มีการเฉลิมฉลอง แต่ในปีนี้เทรนด์การบริโภคไอศกรีม ทั้งแบบตักทานที่ร้านและแบบบรรจุภัณฑ์ พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนกรกฎาคมทั้งๆ ที่เป็นฤดูฝน อันเป็นผลมาจากกระแสไวรัล ‘เจลาโต้ระดับอัลตร้าสมูท’ ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมให้ทั้งอุตสา

31 กรกฎาคม 2569

ต่อยอดแบรนด์เครื่องหอม สู่ “แคปซูลซักผ้า” สร้างความต่างด้วยกลิ่นลักชัวรี โกยรายได้ราว 25 ล้าน

หลัง Edison Lim และ Lincoln Thong วัย 33 ปี เปิดตัวแบรนด์เครื่องหอม Pristine Aroma แม้ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาจะได้รับความนิยม แต่กลับต้องเผชิญกับยอดขายที่ผันผวน อย่างในช่วงคริสต์มาสสินค้าจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่เมื่อเข้าสู่เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ยอดขายกลับเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาจึงนำสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญอย่างการสร้างกลิ่นหอม มาปั้นแบรนด์ใหม่ชื่อว่า “Kapsä” แคปซูลซักผ้ารูปอุ้งเท้าคาปิบาราที่มาพร้อมกลิ่นหอมลักชัวรี  โดยสร้างรายได้มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 25 ล้านบาท ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2026 ผ่านการวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและออนไลน์ ธุรกิจนี้สามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะไม่ว่าจะเดือนอะไร อยู่ในช่วงเทศกาลหรือไม่ ผู้คนก็ยังต้องซักผ้า ต่างจากเครื่องหอมที่ผู้บริโภคซื้อเป็นครั้งคราว สร้างแบรนด์ใหม่ “Kapsä”  Edison และ Lincoln เลือกสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ Kapsä ด้วย “กลิ่นหอม” อันเป็นเอกลักษณ์แทนที่จะแข่งขันด้วยประสิทธิภาพการขจัดคราบเหมือนหลายๆ แบรนด์ในตลาด  พวกเขาใช้เวลาราว 1 ปีพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่แค่การนำสูตรเดิมมาผสมกับน้ำยาซักผ้า แต่ต้องคิดค้นสูตรขึ้นมาใหม่ โด

31 กรกฎาคม 2569