3 รมต.ไทยเจรจา METI ญี่ปุ่น ดึงทุนยานยนต์-พลังงานสะอาด-กำจัดซากอุตสาหกรรม


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ร่วมประชุมหารือกับ นายอากาซาวะ เรียวเซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อขับเคลื่อนและกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเพิ่มเติมระหว่างสองประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การหารือระหว่างไทย และ METI โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงการขยายการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการผลิตหลักที่นักลงทุนญี่ปุ่นมีความคุ้นเคย และเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างยาวนาน เพื่อให้เกิดการต่อยอดฐานการผลิตเดิมและรักษาขีดความสามารถการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคดึงญี่ปุ่นนำร่องกำจัดซากอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ในการประชุมยังได้หารือถึงแนวทางการบริหารจัดการและกำจัดซากอุตสาหกรรม เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมีความเชี่ยวชาญในด้านดังกล่าวในระดับสูง โดยรองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการประสานงาน และสานต่อความร่วมมือกับฝ่ายญี่ปุ่น เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการขยะและซากภาคอุตสาหกรรมของไทยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับ มิติด้านพลังงานแห่งอนาคต ได้มอบหมายให้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้าไปดูแลและขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด น้ำมันไบโอดีเซล และพลังงานชีวภาพ (Bioenergy) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว โดยหน่วยงานด้านพลังงานของไทยและญี่ปุ่นจะประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

ขณะที่ ภาพรวมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ นายเอกนิติ ย้ำว่า ประเทศไทยและญี่ปุ่นมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด และญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งการหารือในครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายมิติ โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้แต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องเร่งเดินหน้าสานต่องานในทันที เพื่อให้กรอบความร่วมมือระหว่างกันเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างแท้จริง

Back to top button