ฝ่าด่าน "ทองคำ" 3,900 ดอล... จุดวัดใจ
ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ของนักลงทุนทั่วโลกอยู่ แต่ด้วยเหตุปัจจัยหลายด้าน ทำให้ราคาทองคำร่วงลงจากระดับสูงสุดที่ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาแกว่งตัวแถวระดับ 4,000 ดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม และหลายช่วงทีเดียวที่ราคาดิ่งลงต่ำไปถึง 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นักค้าทองคำให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า สงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง ควบคู่ไปกับสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน จะส่งผลรุนแรงต่อราคาพลังงานโลกอีก และเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น หลายประเทศจะไม่สามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้ เพราะพลังงานเป็นต้นทุนของทุกสิ่ง ตั้งแต่การขนส่งจนถึง Supply Chain ในอุตสาหกรรมต่างๆ
ถึงเวลาที่ควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบไม่ได้ ธนาคารกลางทุกประเทศก็ต้องคิดหนักว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ และเมื่อขึ้นอัตราดอกเบี้ย เงินก็จะไหลจากตลาดค้าทองคำกลับไปอยู่ที่สถาบันการเงินหมด
คุณพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YLG Bullion International ให้ความเห็นว่า แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลงต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จนทำให้นักลงทุนจำนวนมากกังวลว่าตลาดกระทิงอาจสิ้นสุดลง แต่ในมุมมองของ YLG ภาพใหญ่ของทองคำยังไม่เปลี่ยน เพราะทองคำยังอยู่ในวัฏจักรขาขึ้นระยะยาว หรือ Grand Supercycle ซึ่งมีวัฏจักรยาวนานถึง 70 ปี โดยวัฏจักรนี้เพิ่งผ่านไป 50 ปี ยังเหลือเวลาของช่วงขาขึ้นอีกถึง 20 ปี
อย่างไรก็ตาม การเป็นขาขึ้นระยะยาว ไม่ได้หมายความว่าราคาจะขึ้นตลอดเวลา ในระยะสั้น ตลาดกำลังอยู่ใน Wave 4 ตามหลัก Elliott Wave ซึ่งเป็นช่วงของการพักฐาน
ปัจจุบัน ตลาดทองคำมีแรงผลักจากสองฝั่งที่สวนทางกันอย่างชัดเจน ระหว่าง "แรงขายระยะสั้น" กับ "แรงซื้อระยะยาว"
ฝั่งแรกคือ แรงขายจากนักลงทุนทางการเงิน
นักลงทุนจำนวนมากทยอยลดสัดส่วนการลงทุนในทองคำ และย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็น
- หุ้นเทคโนโลยี
- ธุรกิจ AI
- สินทรัพย์ดิจิทัล
- พันธบัตรรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
เมื่อราคาทองคำปรับฐานลงมามากกว่า 20% จากจุดสูงสุด ในขณะที่สินทรัพย์หลายประเภทให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ความน่าสนใจของทองคำในสายตานักลงทุนระยะสั้นจึงลดลงอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน กองทุน ETF ทองคำก็ยังทยอยขายลดการถือครอง ส่งผลให้แรงกดดันต่อราคายังมีอยู่ต่อเนื่อง
ฝั่งที่สอง คือ แรงซื้อจากธนาคารกลางยังแข็งแกร่ง
แม้เงินลงทุนจากภาคเอกชนจะไหลออก แต่ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศจีน
YLG มองว่า แรงซื้อในส่วนนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับราคาทองคำ และทำให้ตลาดยังไม่เปลี่ยนเป็นขาลงเต็มตัว จึงเกิดภาพของตลาดที่แรงซื้อระยะยาวจากธนาคารกลาง กำลังต่อสู้กับแรงขายระยะสั้นจากนักลงทุนและกองทุน ETF
เมื่อถูกถามว่า หากหลุด 3,900 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดวัดใจ แนวรับถัดไปคือราคาเท่าใด
คุณพวรรณ์ตอบคุณเนาวรัตน์ เจริญประพิณ ผู้ดำเนินรายการ Money Chat ว่า YLG ประเมินเอาไว้ดังนี้
- หากราคายังยืนเหนือ 3,900 ดอลลาร์ได้ ตลาดมีโอกาสแกว่งตัวแบบ Sideways ก่อนฟื้นตัว
- แต่หากราคาหลุด 3,900 ดอลลาร์ลงมา แนวรับระดับสำคัญถัดไปจะอยู่บริเวณ 3,500 ถึง 3,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็น Worst Case ของการปรับฐานรอบนี้
คุณพวรรณ์ย้ำว่า ถึงแม้ราคาจะตกลงถึงระดับดังกล่าว ก็ยังไม่ถือว่าภาพระยะยาวเสีย เพราะยังอยู่ภายในโครงสร้างของ Grand Supercycle
จากการศึกษาและวิจัยของ YLG พบว่า หลายสถาบันการเงินซึ่งเคยมองว่าทองคำมีโอกาสจะขึ้นไปแตะที่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หลังจากมีปัจจัยด้านดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนไป หลายสำนักจึงปรับลดเป้าหมายลง เช่น
- JP Morgan ปรับลดลงเหลือประมาณ 4,500 ดอลลาร์
- Bank of America ประมาณ 4,360 ดอลลาร์
- Wells Fargo มองเชิงบวกที่สุดที่ประมาณ 5,300 ดอลลาร์
ส่วน YLG ประเมินว่า ราคาสูงสุดของปีนี้น่าจะอยู่ที่บริเวณ 4,850 ถึง 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนของ YLG ที่คุณพวรรณ์ให้ก็คือ หากทองคำอ่อนตัวลง ถือเป็นจังหวะทยอยสะสมมากกว่าตื่นตกใจขาย
โดยในระยะสั้น
- แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 4,200 ดอลลาร์
- หากผ่านได้ เป้าถัดไปคือ 4,350 ดอลลาร์
แต่หากขึ้นไปแล้วไม่สามารถผ่านแนวต้านเหล่านี้ได้ ก็ควรทยอยขายทำกำไร และรอซื้อคืนเมื่อราคาปรับฐาน
คุณพวรรณ์ย้ำอีกครั้งว่า กลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงนี้คือ "ซื้อเมื่ออ่อนตัว ขายเมื่อเข้าใกล้แนวต้าน" มากกว่าการเข้าไปไล่ซื้อ
ขอให้ทุกท่านโชคดี!