“เอเซีย พลัส” คาดกำไรบจ.ไตรมาส 3 พุ่ง 14% ชู TOP-SAWAD-MCS เด่น


บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS ประเมินภาพรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 3/2569 ว่ายังคงแข็งแกร่งและมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง โดยอ้างอิงข้อมูลประมาณการจาก Bloomberg ซึ่งครอบคลุม 101 บริษัท (คิดเป็น 77% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด) คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมจะอยู่ที่ราว 2.47 แสนล้านบาท เติบโต 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (แม้จะลดลง 17% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากฐานกำไรพิเศษที่สูงในไตรมาสก่อน) โดยกลุ่มธุรกิจที่ฟื้นตัวอย่างโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มขนส่ง อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และการแพทย์ ซึ่งผลงานที่แข็งแกร่งนี้สนับสนุนให้กำไรทั้งปีมีโอกาสบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

ทั้งนี้ ภายใต้ภาวะตลาดที่ยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ “Selective Play” โดยเน้นคัดเลือกหุ้นที่คาดว่างบไตรมาส 3/2569 จะออกมาโดดเด่นและมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวรองรับ ได้แก่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP คาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จะทำได้ถึง 1.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 111% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รับอานิสงส์จากรายการพิเศษที่พลิกกลับมาบวก พร้อมคาดการณ์กำไรสุทธิทั้งปี 2569 จะทะยานแตะ 4.8 หมื่นล้านบาท เติบโตถึง 376% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

รวมถึง บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD ได้รับความสนใจจากธีมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ขาลง ประกอบกับราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นช้า (Laggard) กว่าหุ้นกลุ่มอื่น และยังมีลุ้นรับปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ และ บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ MCS คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมมีโอกาสขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดใหม่ในสหรัฐฯ รวมถึงการรับงานภาครัฐในประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ บจ. สามารถทำกำไรสะสมในช่วงครึ่งปีแรกได้แล้วกว่า 62% ของประมาณการทั้งปี ซึ่งประเมินกำไรต่อหุ้น (EPS) ไว้ที่ 95 บาท ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีหลังต้องการกำไรเฉลี่ยเพียงไตรมาสละ 2.29 แสนล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าฐานกำไรในปัจจุบัน จึงเป็นตัวตอกย้ำความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการซื้อขายของนักลงทุนยังคงอยู่ในโหมดระมัดระวังและลดความเสี่ยง (Risk Off) ทำให้มีแรงขายกระจายในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหุ้นที่มีปัจจัยลบเฉพาะตัวกดดัน เช่น บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT, บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH, ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ขณะที่หุ้นบางส่วนยังบวกสวนตลาดได้ อาทิ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP, บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG และ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP

ด้านปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง แม้ภาคการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและ AI จะขยายตัวดี แต่ยังติดข้อจำกัดจากการพึ่งพาการนำเข้าสูง นอกจากนี้ ยังต้องจับตาแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.32% ส่งผลให้ส่วนต่างเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.32% ซึ่งใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 1.45% ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง อาจเป็นแรงกดดันให้ กนง. ต้องทบทวนทิศทางนโยบายการเงินในช่วงครึ่งแรกของปี 2570

ส่วนบรรยากาศการลงทุนในต่างประเทศ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI กลับมาคึกคักอีกครั้งหลังผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด สะท้อนถึงความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ที่ยังคงแข็งแกร่ง ทว่านักลงทุนยังคงต้องติดตามแนวโน้มการเติบโตของกำไรและความระมัดระวังความเสี่ยงด้านมูลค่าหุ้น (Valuation) ในระยะถัดไปอย่างใกล้ชิด

Back to top button