ตลาดเครื่องสำอางไทย 3.12 แสนล้านโตต่อเนื่อง ต่างชาติบุก COSMEX 2026 จีน-เกาหลีขยายฐานชิงเค้กไทย - Marketeer Online


หากพูดถึงอุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้ แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว “ความงามและสุขภาพ” หรือ Beauty & Wellness เป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตา

วราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์เอ็กซ์ ไบเทค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมความงามของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Beauty Market ไปสู่ Beauty and Wellness Economy อย่างชัดเจน ความงามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาพลักษณ์ภายนอก แต่รวมถึงสุขภาพ การดูแลเชิงป้องกัน และคุณภาพชีวิตโดยรวม

สำหรับตลาดเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวม 3.12 แสนล้านบาท ขณะที่ปี 2569 สมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทยคาดว่าตลาดเครื่องสำอางไทยจะเติบโตต่อเนื่องประมาณ 7.4% โดยมีมูลค่าตลาดประมาณ 2.9 – 3 แสนล้านบาท

ส่วนด้านการส่งออกของสินค้าเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิว จากรายงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มีมูลค่าในปี 2568 อยู่ที่ 3.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 117,480 ล้านบาท

โดยตลาดที่ใหญ่ขึ้นกำลังทำให้ธุรกิจความงามไทยไม่ได้แข่งกันเฉพาะในประเทศ แต่เริ่มมีผู้เล่นจากต่างประเทศเข้ามามากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยเองก็เริ่มมองหาโอกาสออกไปต่างประเทศมากขึ้นเช่นกัน

ภาพนี้เห็นได้จาก COSMEX งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีด้านการผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงาม ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Shaping the Future of Beauty Businesses”

🟥 COSMEX ต่างชาติเพิ่ม จาก 9% เป็น 23%

วราภรณ์ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา COSMEX มีผู้เข้าชมงาน 24,032 ราย โดยเป็นชาวต่างชาติ 9% ส่วนใหญ่จากจีน ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย และเกาหลีใต้

แต่ปีนี้ตัวเลขการลงทะเบียนล่วงหน้าตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา พบว่าสัดส่วนผู้เข้าชมงานต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็น 23% แล้ว โดยมีกลุ่มหลักจากฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บังกลาเทศ จีน อินเดีย และสเปน

ปีนี้ผู้จัดงานตั้งเป้าผู้เข้าชมงานไว้ไม่น้อยกว่า 25,000 ราย และขยายพื้นที่จัดงานเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีก่อน

กลุ่มผู้เข้าชมหลักยังเป็นคนในธุรกิจความงาม โดยเฉพาะเจ้าของแบรนด์ ผู้ผลิต และผู้ประกอบการที่เข้ามาหา OEM รวมถึงซัพพลายเออร์จากต่างประเทศ

จากข้อมูลของปีก่อน ผู้เข้าชมงาน 32% เป็นเจ้าของธุรกิจ 31% เป็นฝ่ายปฏิบัติการ และ 20% เป็นผู้บริหารระดับผู้จัดการ ขณะที่เมื่อดูตามประเภทธุรกิจ 42% เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้า และอีก 33% อยู่ในกลุ่ม Private Label ผู้ค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย และผู้จำหน่ายสินค้าระหว่างประเทศ

ทำให้ COSMEX ไม่ได้เป็นเพียงงานที่คนมาเดินดูสินค้า แต่เป็นงานที่มีผู้ซื้อและเจ้าของธุรกิจเข้ามาหาผู้ผลิต วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และเทคโนโลยีเพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ

🟥 ผู้แสดงสินค้าต่างชาติ 65% จีนยังมาแรง เกาหลีโตเกือบ 20%

อีกภาพที่เห็นชัดขึ้นในปีนี้คือจำนวนผู้แสดงสินค้าต่างชาติ โดยมีสัดส่วนถึง 65% ขณะที่ผู้แสดงสินค้าไทยอยู่ที่ 35%

ในกลุ่มผู้แสดงสินค้าต่างชาติ จีนมีสัดส่วนมากที่สุด 60% ตามด้วยเกาหลีใต้ 22% และไต้หวัน ญี่ปุ่น รวมถึงประเทศอื่นๆ

จีนยังมีบทบาทสูง โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์และเครื่องจักร ซึ่งเป็นธุรกิจที่จีนมีผู้ผลิตจำนวนมากและมีห่วงโซ่การผลิตค่อนข้างครบ ทำให้มีผู้ประกอบการเข้ามาร่วมงานในจำนวนมาก

ส่วนเกาหลีใต้มีการเติบโตที่ชัดเจนขึ้นในปีนี้ โดยโซนเกาหลีเติบโตเกือบ 20% จากปีก่อน เนื่องจากผู้ประกอบการเกาหลีหันมาทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น

เมื่อมองหาตลาดใหม่ COSMEX จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ผู้ประกอบการเกาหลีใช้ในการนำสินค้าและเทคโนโลยีด้านความงามเข้ามาพบกับผู้ซื้อและผู้ประกอบการในภูมิภาค โดยสินค้าที่นำเสนอมีทั้งสกินแคร์และอุปกรณ์ด้านความงาม

ทำให้ปีนี้เห็นบทบาทของผู้ประกอบการจากจีนและเกาหลีชัดขึ้น โดยจีนมีสัดส่วนสูงจากฐานผู้ผลิตและความพร้อมด้านการผลิต ขณะที่เกาหลีมีจำนวนผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นจากการเดินหน้าทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น

🟥T-Beauty โอกาสอยู่ที่สมุนไพร แต่ต้องทำให้มาตรฐานนิ่ง

วราภรณ์ กล่าวต่อว่า หนึ่งในสิ่งที่ผู้จัดงานมองว่าเป็นโอกาสของ T-Beauty คือ “สมุนไพรไทย”

แต่การจะนำสมุนไพรไปขายในตลาดโลก อาจไม่ได้จบแค่การบอกว่าสินค้ามีส่วนผสมจากสมุนไพรไทย เพราะสิ่งที่แบรนด์ต่างประเทศต้องการคือสารสกัดที่มีคุณภาพและมาตรฐานสม่ำเสมอ

โดยมองว่า การสกัดสมุนไพรนั้นทำได้ แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้สารสกัดที่ได้มีคุณสมบัติคงที่ในทุกล็อตการผลิต เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในสินค้าของแบรนด์ขนาดใหญ่ได้

ด้วยเหตุนี้ การผลักดัน T-Beauty จึงต้องให้ความสำคัญทั้งเรื่องการวิจัย การสกัด การควบคุมคุณภาพ และมาตรฐาน

ปีนี้ COSMEX จึงมีพื้นที่สำหรับ T-Beauty ทั้งโซนของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งนำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยมาจัดแสดง รวมถึงโซนของผู้ประกอบการไทย กลุ่มน้ำหอมจากดอกไม้ไทย และ Halal Cosmetics

สำหรับกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสไปตลาดต่างประเทศ ผู้จัดงานมองว่ากลุ่ม Personal Care ยังมีโอกาสมากกว่ากลุ่มเมกอัพ เช่น สกินแคร์ สบู่ ยาสีฟัน และครีมบำรุง เพราะสามารถนำจุดเด่นเรื่องสมุนไพรและการดูแลผิวมาใช้ได้

เมื่อมองภาพรวม COSMEX ปีนี้จึงเห็นทั้งตลาดในประเทศที่ยังเติบโต งานที่ขยายตัว 10% ผู้เข้าชมต่างชาติที่เพิ่มจาก 9% เป็น 23% และผู้แสดงสินค้าต่างชาติที่มีสัดส่วนถึง 65%

โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้ตลาดความงามไทยโต แต่คือทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำจุดแข็งอย่างสมุนไพร วัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ไปแข่งขันกับตลาดโลกได้จริง