“ดาวโจนส์” ปิดบวก 250 จุด ลุ้น “เฟด” เบรกขึ้นดอกเบี้ย หลังตัวเลขจ้างงานต่ำคาด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อวันศุกร์ (2 ต.ค.) โดยได้รับแรงหนุนจากข้อมูลการจ้างงานที่อ่อนแอกว่าคาดการณ์ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนลดน้ำหนักการคาดการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินภายในเดือนนี้

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,176.96 จุด เพิ่มขึ้น 250.40 จุด หรือ +0.49% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,722.72 จุด เพิ่มขึ้น 56.27 จุด หรือ +0.73% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,190.86 จุด เพิ่มขึ้น 319.27 จุด หรือ +1.19%

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 90,000 ตำแหน่งอย่างมาก ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานในช่วง 2 เดือนก่อนหน้ายังได้ถูกปรับลดลงเช่นกัน ข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้เครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 22.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ลดลงจากระดับ 24.4% ในวันพฤหัสบดี และ 64.2% ในสัปดาห์ก่อนหน้า

นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการในช่วงที่ผ่านมา แม้จะแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง แต่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าชะลอตัวลงมากกว่าคาด ประกอบกับมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟด 2 รายออกมาเตือนเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นักวิเคราะห์จึงมองว่าตัวเลขจ้างงานล่าสุดเป็นผลดีในแง่ที่เศรษฐกิจไม่ได้ร้อนแรงเกินไป นำไปสู่บรรยากาศการลงทุนที่เป็นการมองโลกในแง่ดีอย่างระมัดระวัง

การลดน้ำหนักเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยระยะใกล้ ยังช่วยหนุนกลุ่มหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ใน S&P500 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4%

บรรยากาศการลงทุนยังได้รับแรงหนุนจากหุ้นขนาดใหญ่ โดย บริษัท เอ็นวิเดีย คอร์ปอเรชัน หรือ NVDA ปรับตัวขึ้น 1.3% และ บริษัท เทสลา อิงค์ หรือ TSLA พุ่งขึ้น 4.7% ซึ่งการทะยานขึ้นของ TSLA ช่วยผลักดันให้กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและบริการผู้บริโภคพุ่งขึ้น 1.4% กลายเป็นกลุ่มที่ทำผลงานโดดเด่นที่สุดในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของ S&P500

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นจะฟื้นตัวในวันศุกร์ แต่ภาพรวมตลอดทั้งสัปดาห์พบว่า ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 1.26% และ S&P500 ลดลง 0.27% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่ 4 ในรอบ 5 สัปดาห์ ขณะที่ดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.45% ปิดตลาดในแดนบวกเป็นสัปดาห์ที่ 5 ในรอบ 6 สัปดาห์

ด้านความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัว บริษัท ไนกี้ อิงค์ หรือ NKE ร่วงลง 3.6% กลายเป็นหุ้นที่ปรับตัวลงหนักที่สุดในดัชนีดาวโจนส์ หลังบริษัทคาดการณ์ว่ารายได้ประจำปีจะลดลงอย่างหนักผิดจากที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สาเหตุหลักจากยอดขายในจีนที่อ่อนแอ พร้อมประกาศแผนปรับลดพนักงานและปรับโครงสร้างธุรกิจทั่วโลก

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ให้บริการจัดเก็บข้อมูลเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก โดย บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชัน หรือ WDC และ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี โฮลดิ้งส์ หรือ STX ต่างดิ่งลงราว 10% ร่วงหนักที่สุดในกลุ่มเทคโนโลยีของ S&P500 หลังจากสำนักข่าวนิกเกอิรายงานว่า บริษัท โตชิบา คอร์ปอเรชัน หรือ TOSHIBA มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในปีงบการเงิน 2570

Back to top button