สาว 24 "ไม่กล้าออกจากบ้าน เพราะกลัวนอกใจแฟน" สุดท้ายเพิ่งรู้ตัว ป่วยโรคนี้

สาว 24 “ไม่กล้าออกจากบ้าน เพราะกลัวนอกใจแฟน” สุดท้ายเพิ่งรู้ตัว แพทย์วินิจฉัย ป่วย “โรคย้ำคิดย้ำทำในความสัมพันธ์ (Relationship OCD)”

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ BBC เผย โซเฟีย วัย 24 ปี คบหากับแฟนหนุ่มอย่างมีความสุขมานานกว่าหนึ่งปี แต่เธอยังคงตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ครั้งนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทั้งคู่เข้ากันได้จริงหรือไม่ เธอรักเขาจริงหรือเปล่า หรือแม้แต่กังวลว่าตัวเองอาจทำบางอย่างที่ทำลายความสัมพันธ์ลง

“ฉันออกจากบ้านไม่ได้ เพราะกังวลมากว่าจะนอกใจแฟน”

โซเฟีย เป็นครีเอเตอร์ด้านคอนเทนต์และพนักงานเสิร์ฟจากเมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ เล่าถึงช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิต

“ตอนที่อาการหนักที่สุด ฉันถึงขั้นไปทำงานไม่ได้ นอนอยู่บนเตียงทั้งวัน แล้วก็ถาม ChatGPT ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นร้อยคำถาม เพื่อหวังว่าจะได้รับคำยืนยันให้สบายใจ”

สิ่งที่โซเฟียกำลังเผชิญคือ Relationship OCD (ROCD) หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder: OCD) ที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แตกต่างจากความลังเลหรือความไม่มั่นใจในความสัมพันธ์ที่คนทั่วไปอาจเคยรู้สึก

ผู้ที่มีภาวะ ROCD จะมีความคิดสงสัยที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องการและเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนสร้างความทุกข์ใจอย่างมาก ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมบีบบังคับ เช่น การทดสอบคู่รักซ้ำ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าความสัมพันธ์ยังมั่นคง หรือเพื่อขอคำยืนยันอยู่ตลอดเวลา

ศาสตราจารย์เดวิด วีล จิตแพทย์ที่ปรึกษาจาก South London and Maudsley NHS Trust กล่าวว่า “ภาวะนี้อาจทำให้ผู้ป่วยต้องใช้พลังงานทางความคิดเป็นเวลาหลายชั่วโมง และก่อให้เกิดความวิตกกังวลอย่างมาก แตกต่างจากความสงสัยในความสัมพันธ์ทั่วไป เพราะความคิดเหล่านี้จะครอบงำทั้งวัน”

โซเฟียอธิบายประสบการณ์ของตัวเองว่าเป็น “การทรมานทางจิตใจ”

“มันเหมือนมีเสียงในหัวคอยจับผิดความสัมพันธ์ของคุณตลอดเวลา และเต็มไปด้วยความคิดแย่ ๆ เกี่ยวกับคนรัก มันเจ็บปวดมาก”

ปัจจุบัน โรค OCD ส่งผลกระทบต่อประชากรในสหราชอาณาจักรราว 1.2% แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีผู้ป่วย ROCD จำนวนเท่าใด เนื่องจากยังไม่มีการแยกบันทึกข้อมูลเฉพาะโรคนี้

ศาสตราจารย์วีล กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปว่า ROCD พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหรือไม่ แม้จากประสบการณ์ของเขาจะรู้สึกว่า “อาจพบในผู้หญิงมากกว่าเล็กน้อย”

ศาสตราจารย์กาย โดรอน นักจิตวิทยาคลินิกจากมหาวิทยาลัยไรช์แมน ประเทศอิสราเอล เริ่มศึกษาภาวะนี้เมื่อกว่าสิบปีก่อน ซึ่งในขณะนั้นแทบไม่มีข้อมูลให้ศึกษาเลย

แต่ปัจจุบัน เขาพบว่ามี “ผู้ป่วยที่ถูกส่งต่อเพื่อรักษา ROCD เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

แม้จะยังไม่มีสถิติที่ชัดเจน แต่การที่ผู้คนรับรู้เกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้นผ่านโซเชียลมีเดียและงานวิจัย ทำให้หลายคนตระหนักถึงอาการของตนเองและเข้ารับการรักษามากขึ้น

โดย ROCD มักแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่

  1. แบบมุ่งไปที่ความสัมพันธ์ (Relationship-centred) คือ สงสัยในความรู้สึกของตนเองหรือความสัมพันธ์
  2. แบบมุ่งไปที่ตัวคู่รัก (Partner-focused) คือ หมกมุ่นกับข้อบกพร่องหรือข้อเสียของคนรัก

แม้อาการจะพบได้บ่อยในความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์รูปแบบอื่นได้เช่นกัน

ศาสตราจารย์โดรอนระบุว่า เหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น การตกลงเป็นแฟนกัน การย้ายมาอยู่ด้วยกัน หรือการแต่งงาน มักเป็นตัวกระตุ้นให้อาการกำเริบ

ก่อนหน้านี้ OCD ของโซเฟียเกี่ยวข้องกับการกลัวเชื้อโรคและกังวลเรื่องสุขภาพอย่างหนัก ช่วงที่อาการรุนแรงที่สุด เธอล้างมืออย่างน้อยวันละ 30 ครั้ง

เมื่อเธอพบแฟนหนุ่มครั้งแรกที่บาร์แห่งหนึ่งในวันวาเลนไทน์ เธอรู้สึกมีความสุขและใช้เวลาร่วมกับเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แต่เมื่อความสัมพันธ์เริ่มจริงจังหลังจากคบกันประมาณหนึ่งเดือน เธอบอกว่า OCD ของเธอ “เปลี่ยนเป้าหมาย” มาจับที่ความสัมพันธ์ และทำให้เธอ “แทบใช้ชีวิตต่อไม่ได้”

แม้แต่เรื่องเล็กน้อย เช่น แฟนใส่เสื้อผ้าที่เธอไม่ชอบ หรือเปลี่ยนทรงผมที่เธอไม่ถูกใจ ก็ทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ทันที

“สมองของฉันเหมือนตะโกนให้เลิกกับเขา

ทั้งที่ลึก ๆ แล้ว ฉันรู้ดีว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ”

ศาสตราจารย์โดรอน กล่าวว่า แม้ ROCD จะเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่บางคนอาจมีความเสี่ยงมากกว่า โดยเฉพาะผู้ที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อมุมมองเรื่องความรัก หรือผู้ที่มีแนวโน้มเป็นคนสมบูรณ์แบบ คิดมาก หรือวิเคราะห์ทุกเรื่องมากเกินไป

นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียยังสร้างแรงกดดันรูปแบบใหม่

“โซเชียลมีเดียสามารถกระตุ้นอาการของผู้ที่มี ROCD ได้ เพราะมันมักนำเสนอภาพความรักในอุดมคติ จนทำให้ผู้คนเริ่มสงสัยว่าความสัมพันธ์ของตัวเองดีพอหรือไม่”

โซเฟียเห็นด้วยว่า “การเห็นคู่รักที่ดูสมบูรณ์แบบบนโลกออนไลน์ ทำให้เกิดความคาดหวัง ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่มีความสัมพันธ์ไหนสมบูรณ์แบบ”

ขณะที่ เกรซี วัย 24 ปี เจ้าหน้าที่องค์กรการกุศลด้านสุขภาพจิตจากเมืองบริสตอล ใช้ชีวิตกับ ROCD มานานกว่า 7 ปี

สำหรับเธอ สิ่งที่ยากไม่ใช่ภาพคู่รักที่ดูมีความสุข แต่เป็นคำพูดอย่าง “เมื่อใช่…ก็จะรู้เอง” หรือแนวคิดที่ว่าาควรมั่นใจอย่างเต็มร้อยว่าได้พบ “คนที่ใช่”

“บางครั้งเรากำลังมีช่วงเวลาดี ๆ ด้วยกัน แต่ในหัวฉันกลับตื่นตระหนก เอาแต่คิดว่าเขาใช่คนคนนั้นหรือเปล่า มันเหนื่อยมาก”

“มันทำให้ฉันตั้งคำถามว่า ทำไมฉันถึงไม่มั่นใจ 100% ว่ากำลังคบกับคนที่ใช่”

เกรซีย้ำว่า ROCD ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นไม่ได้รักคู่ของตัวเอง

“มันตรงกันข้ามเลย” เธอกล่าว “โรค OCD มักเล่นงานสิ่งที่มีความหมายกับเรามากที่สุด มันทำให้คุณรู้สึกสิ้นหวัง และรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนแย่มาก”

ทั้งโซเฟียและเกรซีเคยเข้ารับการรักษาด้วยยาหลายชนิด รวมถึงการทำ การบำบัดพฤติกรรมและความคิด (Cognitive Behavioural Therapy: CBT) เพื่อช่วยควบคุมอาการ อย่างไรก็ตาม พวกเธอยังต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองผ่านงานวิจัย เว็บไซต์ และวิดีโอใน YouTube

ด้านศาสตราจารย์โดรอนแนะนำว่า ผู้ที่มี ROCD ควรหลีกเลี่ยงการ “ทดสอบ” คู่รักเพื่อขอคำยืนยันหรือพิสูจน์ว่าพวกเขาเป็นคนที่ดี เพราะพฤติกรรมดังกล่าวจะยิ่งทำให้วงจรของ ROCD ดำเนินต่อไป

นอกจากนี้ ควรลดการใช้โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันหาคู่ให้น้อยลง เนื่องจากการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นอาจยิ่งตอกย้ำความสงสัยและความไม่มั่นใจในความสัมพันธ์ของตนเองมากขึ้น

ที่มา BBC