เวียดนามเร่งปฏิรูป ตั้งเป้าสู่ประเทศรายได้สูงปี 2045 ไทยพร้อม ‘ผ่าตัดใหญ่’ หรือยัง?

นับตั้งแต่เวียดนามประกาศใช้นโยบาย ‘โด๋ยเม้ย’ (Đổi Mới) ในปี 1986 ที่เริ่มต้นจากการเปิดเสรีและปฏิรูปเศรษฐกิจ จนกลายเป็นรากฐานในการทยอยปรับปรุงระบบราชการและการบริหารงานภาครัฐในเวลาต่อมา

  • แนวทางการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปงบประมาณที่สำคัญของเวียดนาม
  • เวียดนามกับ ‘จุดแข็ง’: เสถียรภาพและความเด็ดขาดทางการเมือง
  • ‘ผ่าตัดใหญ่’ รัฐราชการไทย
  • ไทย-เวียดนาม กับแนวทางการเติบโตร่วมกัน

ปัจจุบันเวียดนามได้ก้าวเข้าสู่หมุดหมายการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระลอกใหม่ที่ทะเยอทะยานยิ่งกว่าเดิม โดยตั้งเป้าหมายนำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2045 ผ่านการขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านนี้ ‘การปฏิรูปงบประมาณและการคลังแผ่นดิน’ ได้กลายมาเป็นหนึ่งในตัวแบบที่น่าสนใจที่สุดในภูมิภาค โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายงบประมาณแผ่นดินฉบับปรับปรุงใหม่ที่จะบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งมุ่งกระจายอำนาจทางการคลัง ปลดล็อกความคล่องตัวให้ท้องถิ่น ลดขั้นตอนที่ล่าช้า ควบคู่ไปกับการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้

THE STANDARD พูดคุยกับ รศ.ดร.ธนนันท์ บุ่นวรรณา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนาม ถึงการปฏิรูปประเทศ รวมถึงปฏิรูปงบประมาณของเวียดนาม โดยอาจารย์ธนนันท์ อธิบายว่า การปฏิรูปครั้งใหญ่ของเวียดนามเริ่มต้นขึ้นจากนโยบาย ‘โด๋ยเม้ย’ ซึ่งเน้นการปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นหลัก

ผู้นำเวียดนามแบ่งเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ (1) ภาคเกษตรกรรมเพื่อก้าวพ้นความยากจน (2) ภาคอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับเป็นประเทศรายได้ปานกลางที่มีความทันสมัย และ (3) การก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูงและไม่ติดกับดักรายได้ปานกลางภายในปี 2045 โดยในช่วงที่ 3 นี้ เวียดนามเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานภาครัฐให้รวดเร็วและเป็นดิจิทัลมากขึ้น

‘สอดคล้อง’ กับ มุมมองของ ผศ.ดร.พิสิฐ อำนวยเงินตรา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเจ้าของเพจ Dr.VietNam ที่กล่าวกับ THE STANDARD ถึงเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเวียดนาม นั่นคือ การก้าวผ่านกับดักรายได้ปานกลางสู่การเป็น ‘ประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูง’ ภายในปี 2045

อาจารย์พิสิฐยังอธิบายอีกว่า เวียดนามเผชิญเงื่อนไขเวลาที่จำกัดเนื่องจากในอีก 11 ปีข้างหน้า (ปี 2036) ประเทศจะก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ เช่นเดียวกับประเทศไทย ช่วงเวลา 10 ปีต่อจากนี้จึงเป็น ‘10 ปีทอง’ ที่เวียดนามต้องเร่งผลักดันให้ GDP เติบโตอย่างน้อย 6-7% หรือกระตุ้นให้แตะระดับตัวเลขสองหลัก (มากกว่า 10%) เพื่อป้องกันการติดกับดักรายได้ปานกลาง

แนวทางการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปงบประมาณที่สำคัญของเวียดนาม

  • ยกเลิกกลไกแบบ ‘ร้องขอ-จัดสรร’ และการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

กฎหมายงบประมาณแห่งรัฐฉบับใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2026 มุ่งเน้นการมอบอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการตัดสินใจจัดสรรรายได้ส่วนเกินและงบประมาณสะสมคงเหลือด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการยกเลิกกลไกแบบ ‘ร้องขอ-จัดสรร’ (Ask-Give) ที่เคยสร้างความล่าช้าในอดีต

โดยท้องถิ่นเวียดนามจะถูกผลักดันให้พึ่งพาตนเองทางการคลังให้ได้ภายใน 5 ปี หลังจากระบบการจัดสรรคงตัว เพื่อลดการพึ่งพางบประมาณหลักจากส่วนกลาง นอกจากนี้ยังอนุญาตให้จังหวัดต่างๆ สามารถนำเงินสำรองทางการคลังมาเบิกจ่ายล่วงหน้าได้สูงถึง 50% ของยอดเกินดุลปีก่อน เพื่อเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และมีการปรับปรุงกลไกส่วนแบ่งรายได้ให้ชัดเจนว่า รายได้ประเภทใดเป็นของส่วนกลาง 100% หรือท้องถิ่น 100% และประเภทใดเป็นการแบ่งปันตามสัดส่วนร้อยละ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มเมืองใหญ่

เจิ่น ทัญ มัน ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม และสมาชิกกรมการเมือง (Politburo) มองว่า ระบบงบประมาณและแผนงานแบบเดิมนั้นมีหลายขั้นตอนและล่าช้าเกินไป ซึ่งบั่นทอนความคล่องตัวของท้องถิ่น และสร้างข้อจำกัดระหว่างงบลงทุนกับงบรายจ่ายประจำ จนทำให้เกิดปัญหาคอขวดในการเบิกจ่าย

เขาจึงเสนอให้รัฐบาลกลางทำหน้าที่ควบคุมเพียงเพดานงบประมาณและเป้าหมายผลสัมฤทธิ์เท่านั้น ส่วนผู้บริหารหน่วยงาน ตั้งแต่ระดับกระทรวงไปจนถึงประธานคณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัด จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบประสิทธิภาพการใช้จ่ายภายในทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรอย่างเต็มตัว

ขณะที่ เล มินห์ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เน้นย้ำว่า การมอบอำนาจงบประมาณให้ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นนี้ จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการมีกลไกตรวจสอบ ความรับผิดชอบที่ชัดเจน และการประเมินผลงานตามผลสัมฤทธิ์จริง

  • บูรณาการกฎหมาย ปรับปรุงโครงสร้างปกครอง เพื่อความเข้มแข็งทางการคลัง

เวียดนามผลักดันการบูรณาการและหลอมรวมระหว่างกฎหมายงบประมาณแผ่นดิน (State Budget Law) และกฎหมายการลงทุนสาธารณะ (Public Investment Law) เนื่องจากในอดีต กฎหมายทั้งสองฉบับมีเนื้อหาที่คาบเกี่ยวซ้ำซ้อนกัน จนส่งผลให้ขั้นตอนการปฏิบัติงานล่าช้า

อีกทั้งรัฐบาลเวียดนามยังได้อนุมัติมติแผนการจัดโครงสร้างหน่วยงานปกครองใหม่ เพื่อปรับลดจำนวนหน่วยงานปกครองทั้งในระดับจังหวัดและระดับตำบลทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการควบรวมและปรับโครงสร้างใหม่ จากจังหวัดและนครภายใต้การปกครองของส่วนกลางทั้งหมด 63 แห่ง หลังสิ้นสุดกระบวนการปรับโครงสร้าง เวียดนามจะเหลือหน่วยงานปกครองระดับจังหวัดเพียง 34 แห่ง (28 จังหวัดและ 6 นคร) และลดจำนวนหน่วยปกครองระดับตำบลจาก 10,035 แห่ง เหลือ 3,321 แห่ง พร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ 2 ระดับ คือ จังหวัดและตำบล โดยยกเลิกการปกครองระดับอำเภอทั่วประเทศ เพื่อทำให้โครงสร้างภาครัฐกระชับ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ในเชิงการบริหารงบประมาณ เป้าหมายหลักของการควบรวมโครงสร้างนี้คือ การรวมศูนย์อำนาจและทรัพยากรเพื่อให้ไปอยู่ภายใต้หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีจำนวนน้อยลง แต่มีความเข้มแข็งและมั่นคงมากขึ้น ทำให้จังหวัดที่ผ่านการปรับโครงสร้างเหล่านี้มีขีดความสามารถ มีขนาดเศรษฐกิจ และมีฐานจัดเก็บรายได้ที่ใหญ่และมั่นคงพอ ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองเชิงโครงสร้างสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ท้องถิ่นสามารถบรรลุเป้าหมายการพึ่งพาตนเองทางการคลังภายใน 5 ปีตามที่กฎหมายงบประมาณฉบับใหม่ตั้งเป้าไว้ได้จริง

นอกจากนี้ การปรับลดโครงสร้างนี้ ยังมีส่วนช่วยตัดลดงบประมาณรายจ่ายประจำ (Recurrent Funds) เช่น เงินเดือนพนักงานรัฐ ค่าตอบแทน และค่าดำเนินการทางปกครองส่วนท้องถิ่นที่ซ้ำซ้อนลงไปได้อย่างมหาศาล ซึ่งสอดรับกับนโยบายงบประมาณฉบับปฏิรูปที่มุ่งจัดระเบียบวินัยการเงิน เพื่อนำเงินที่ประหยัดได้เหล่านี้ไปสมทบใช้ในการซ่อมแซม บำรุงรักษา หรือลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะในแต่ละท้องถิ่นแทน

การกระชับโครงสร้างนี้ยังเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ที่ลดภาระงานทางปกครองของส่วนกลางลงอย่างมหาศาล จากเดิมที่ระบบค่อนข้างติดขัดเพราะต้องคอยตรวจสอบเอกสารจำนวนมากจากหน่วยย่อยนับหมื่นแห่ง การเหลือหน่วยงานปกครองที่เข้มแข็งในจำนวนที่เหมาะสมจะช่วยให้รัฐบาลกลางสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การจัดสรรงบประมาณและประเมินผลสัมฤทธิ์ด้วยดัชนีชี้วัดผลงานหลัก (KPIs) ได้อย่างเป็นรูปธรรม แม่นยำ และโปร่งใสยิ่งขึ้น

  • ควบคุมวินัยการคลัง โปร่งใส ตรวจสอบได้

นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เน้นย้ำหลักวินัยทางการเงินว่า การลดขั้นตอนและตัดความซับซ้อนทางปกครองไม่ได้แปลว่าเป็นการปล่อยปละละเลย โดยระบุว่า เมื่อใดก็ตามที่มีการใช้ทรัพยากรจากงบประมาณของรัฐ จะต้องมีระบบการตรวจสอบและควบคุม และต้องมั่นใจในประสิทธิภาพการใช้งานเสมอ

การปฏิรูปงบประมาณ รวมถึงการควบคุมวินัยการคลังอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เวียดนามขยับขึ้น 11 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 57 จาก 125 ประเทศ ในการประเมินดัชนีงบประมาณเปิด (Open Budget Survey: OBS) ประจำปี 2023 โดยเวียดนามทำคะแนนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยสากลในทุกเสาหลัก ทั้งด้านความโปร่งใส (51/100) การมีส่วนร่วมของประชาชน (19/100) และการตรวจสอบงบประมาณ (82/100)

กระทรวงการคลังเวียดนามเป็น ‘ตัวขับเคลื่อนสำคัญ’ ในการผลักดันประเด็นเรื่องความโปร่งใส และตรวจสอบได้ของงบประมาณรัฐ ผ่านการปรับปรุงรูปแบบการเผยแพร่ข้อมูล โดยรายงานงบประมาณฉบับประชาชน (Citizens Budget Report) ของเวียดนามได้รับคะแนนเต็ม 100/100 โดยรัฐบาลมุ่งใช้แผนภูมิ ภาพอินโฟกราฟิก และพอร์ทัลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าใจข้อมูลงบประมาณได้ง่ายยิ่งขึ้น เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบได้สะดวกยิ่งขึ้น และพร้อมเปิดรับคำแนะนำจากสถาบันต่างประเทศ เพื่อปรับปรุงนโยบายวินัยทางการเงินในอนาคต

หวู วัน เตียน ผู้แทนสภาแห่งชาติจากเมืองไฮฟอง มองว่า ความโปร่งใสในเรื่องงบประมาณไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่การเผยแพร่ตัวเลขแผนงานและตัวเลขประมาณการเท่านั้น แต่ต้องเปิดเผยถึงผลลัพธ์จากการดำเนินงานจริง (Implementation Results) และภาระรับผิดชอบทั้งหมด เพื่อเปิดทางให้ผู้แทนราษฎร องค์กรภาคประชาสังคม และประชาชนสามารถร่วมตรวจสอบได้

เวียดนามกับ ‘จุดแข็ง’: เสถียรภาพและความเด็ดขาดทางการเมือง

อาจารย์ธนนันท์ชี้ว่า เวียดนามมีจุดแข็งด้านนโยบายที่ต่อเนื่อง การปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์เพียงพรรคเดียว ทำให้เวียดนามไม่มีคู่แข่งทางการเมือง นโยบายของรัฐจึงมีความต่อเนื่องสูง ไม่ถูกเบรกกลางคัน ซึ่งถือเป็น ‘จุดแข็งสำคัญ’ ที่นักลงทุนต่างชาติชื่นชอบและเชื่อมั่น และเป็นปัจจัยหนุนหลักที่อาจทำให้ GDP ของเวียดนามแซงหน้าไทยได้ในอนาคต

“ระบบการเมืองและรัฐบาลไทยขาดเสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายเมื่อเทียบกับเวียดนาม อีกทั้งไทยยังขาดการบังคับใช้กฎหมายและการปราบปรามคอร์รัปชันที่จริงจังและเด็ดขาดเหมือนเวียดนามที่มีบทลงโทษเฉียบขาดในทางปฏิบัติ”

อาจารย์ธนนันท์ยังระบุว่า เวียดนามมีการปราบปรามการทุจริตครั้งใหญ่และเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยเฉพาะการจับกุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐในกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการต่างประเทศที่ทุจริตคอร์รัปชัน ช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งหากมองผ่านเลนส์รัฐศาสตร์ นี่อาจเป็นการกำจัดศัตรูทางการเมือง แต่หากมองในแง่ของการปฏิรูปและพัฒนาประเทศ นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความโปร่งใส เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือระดับสากล และอาจมีส่วนช่วยในการจัดอันดับประเทศ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์และเตรียมตัวเข้าสู่กลุ่มความร่วมมือต่างๆ ซึ่งจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและการค้าต่างชาติเข้ามาในประเทศได้มากขึ้น

‘สอดคล้อง’ กับความเห็นของอาจารย์พิสิฐที่มองว่า ระบบพรรคเดียวของเวียดนามเอื้อให้รัฐบาลตัดสินใจผลักดันนโยบายระยะยาวได้ต่อเนื่องและรวดเร็ว แตกต่างจากระบบการเมืองหลายพรรคของไทยที่พรรคการเมืองมักหวังผล ‘นโยบายระยะสั้น’ และมีความกังวลเรื่องเสถียรภาพ จนไม่กล้าดำเนินนโยบายระยะยาว

‘ผ่าตัดใหญ่’ รัฐราชการไทย

อาจารย์พิสิฐเสนอว่า ไทยต้อง ‘ผ่าตัดใหญ่’ เพื่อลดขนาดโครงสร้างระบบราชการและงบรายจ่ายประจำ เนื่องจากไทยจำเป็นต้องแก้ไขปัญหา ‘รัฐราชการ’ ด้วยการปรับลดจำนวนข้าราชการและพนักงานรัฐที่มีอยู่สูงถึงราว 3 ล้านคนลงให้ได้ประมาณ 20% พร้อมทั้งพิจารณายุบควบรวมกระทรวงหรือโครงสร้างการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ซ้ำซ้อนอย่างจริงจัง

ปัจจุบันงบประมาณของไทยถึง 70% หมดไปกับงบรายจ่ายประจำ จนทำให้ประเทศไทยไม่มีงบประมาณสำหรับทำการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในขณะที่เวียดนามส่งเสริมประเด็นนี้อย่างจริงจัง โดยพัฒนา Super App เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน พร้อมปลูกฝังการเป็น ‘ผู้สร้าง’ มากกว่าจะเป็นแค่เพียง ‘ผู้ใช้งาน’ นอกจากนี้ประเทศไทยจะต้องปฏิรูปและยกระดับ ‘งบประมาณสวัสดิการในระบบภาครัฐ’ ให้มีประสิทธิภาพ มีสัดส่วนงบเหมาะสมและยั่งยืนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม อาจารย์พิสิฐยอมรับว่า ไทยไม่สามารถ ‘หักดิบ’ สั่งลดข้าราชการหรือควบรวมจังหวัดอย่างฉับพลันแบบเวียดนามได้ เพราะไทยเป็นระบบการเมืองหลายพรรค มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) และกลุ่มผลประโยชน์จำนวนมาก ทำให้ขยับตัวได้ยากกว่าระบบพรรคเดียวของเวียดนาม ดังนั้นจึงต้องปฏิรูปอย่าง ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ แต่การตั้งเป้าหมายเพียงแค่หยุดขยายอัตรากำลังบางตำแหน่งในปี 2027 นั้นถือว่า ‘น้อยเกินไปมาก’ และไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

ในขณะเดียวกัน อาจารย์พิสิฐตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลไทยมักสูญเสียงบประมาณไปกับการกู้เงินและทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แทนการลงทุนปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการอย่างจริงจังแบบเวียดนาม อีกทั้งประเทศไทยมักคุยกันแต่เรื่องการประหยัดงบประมาณ แต่ละเลยเรื่องการวางแนวทาง ‘หาเงินเพิ่ม’ ให้ประเทศอย่างจริงจัง อาจารย์พิสิฐจึงเสนอให้โฟกัสจุดแข็งเดิมของไทยที่เก่งและมีประสิทธิภาพสูงอยู่แล้ว เช่น การท่องเที่ยว อาหาร และศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) โดยส่งเสริมให้ต่างชาติที่มีกำลังซื้อเข้ามาเกษียณอายุและพำนักในไทยระยะยาวแบบครบวงจร เป็นต้น

ไทย-เวียดนาม กับแนวทางการเติบโตร่วมกัน

IMF ประเมินว่า GDP Nominal ของเวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทยภายในปี 2028-2030 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ของเวียดนามที่เฉลี่ยอยู่ที่ 6-7% ต่อปี ขณะที่ไทยเติบโตเฉลี่ยที่ 2–3% ต่อปี ส่วน GDP ต่อหัว (Per Capita) คาดการณ์ว่า จะแซงหน้าไทยในปี 2037

อาจารย์พิสิฐมองว่า ประเทศไทยควรปรับมุมมองต่อเวียดนาม จาก ‘คู่แข่ง’ สู่การเป็น ‘หุ้นส่วน’ โดยประเทศไทยไม่สามารถสกัดกั้นไม่ให้เวียดนามแซงไทยได้ เนื่องจากปัจจัยทางโครงสร้างประชากรของเวียดนามที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาววัยแรงงาน ขณะที่ไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว แต่ไทยควรมองเวียดนามเป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์’ (Strategic Partner) พร้อมทั้งมองหาประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามและเติบโตไปด้วยกัน เนื่องจากบริษัทใน SET 50 ของไทยกว่าครึ่งหนึ่งย้ายฐานเข้าไปลงทุนและดำเนินธุรกิจสร้างกำไรจากกำลังซื้อในเวียดนามเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น หากเศรษฐกิจเวียดนามโต ไทยก็จะได้ประโยชน์ตามไปด้วย

บทเรียนจากการปฏิรูปงบประมาณและการเขย่าโครงสร้างปกครองอย่างเด็ดขาดของเวียดนาม จึงเป็นเสมือน ‘กระจกเงาบานใหญ่’ ที่สะท้อนให้ไทยเห็นว่า เวลาของการฉีดยาเพื่อประคองอาการเดิมๆ ได้หมดลงแล้ว การรับมือกับความท้าทายในโลกอนาคตและสังคมสูงวัย ไม่อาจพึ่งพาได้เพียง ‘มาตรการกระตุ้นระยะสั้น’ หากแต่ต้องการ ‘ความกล้าหาญทางการเมือง’ ในการปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐให้กระชับ คล่องตัว และก้าวสู่การเป็นผู้สร้างและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ใช่ว่า ‘เวียดนามจะแซงหน้าเราเมื่อไหร่’ แต่คือ เราพร้อมที่จะเริ่มต้นลงมือ ‘ผ่าตัดใหญ่’ ระบบของเราเอง เพื่อกำหนดอนาคตใหม่แล้วหรือยัง?

ภาพ: AI-generated image by Narongkorn Manochanpen / THE STANDARD

อ้างอิง: