ฟุตบอลโลก 2030 ข้อดี-ข้อเสีย กับไอเดีย 64 ทีม - มติชนสุดสัปดาห์

Technical Time-Out | SearchSri

ปิดฉากลงไปอย่างสมบูรณ์สำหรับการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2026 ที่แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพร่วม

เวิลด์คัพหนนี้ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) นำกฎข้อบังคับและเงื่อนไขใหม่ๆ มาใช้หลายอย่าง ในจำนวนนั้นความเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุดคือการเพิ่มทีมแข่งขัน จาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม ทำให้เกมการแข่งขันเพิ่มจาก 64 นัด เป็น 104 นัด กินเวลาราว 5 สัปดาห์

การเพิ่มจำนวนทีมแข่งขันนำมาซึ่งประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางว่าเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงข้อดีข้อเสียต่างๆ

แน่นอนว่าการเพิ่มทีมย่อมหมายถึงการเปิดโอกาสให้ชาติเล็กๆ หรือประเทศที่โดยปกติอาจไม่เคยมีโอกาสได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาก่อน ได้รับโอกาสนั้น

เวิลด์คัพฉบับอเมริกาเหนือมีชาติที่ได้สิทธิ์เตะรอบสุดท้ายหนแรกในประวัติศาสตร์ 4 ทีม คือ คูราเซา, เคปเวิร์ด, จอร์แดน และ อุซเบกิสถาน

ในจำนวนนี้มีเคปเวิร์ดที่ทำสถิติเป็นชาติเล็กที่สุดที่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบน็อกเอาต์ และกลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลทั่วโลกจากผลงานอันน่าทึ่ง เมื่อพวกเขาเก็บ 3 แต้มจาก 3 นัดในรอบแรก ด้วยผลเสมอ 3 นัดรวด ในจำนวนนั้นคือการเสมอกับ สเปน ที่ต่อมาก้าวไปคว้าแชมป์โลก 0-0

ขณะที่ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ก็สู้กับ อาร์เจนตินา แชมป์เก่าและรองแชมป์ปีนี้ ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ยันเสมอในเวลาปกติ 1-1 ก่อนไปแพ้ในช่วงต่อเวลาพิเศษฉิวเฉียด 2-3 จนมีคำกล่าวว่า เคปเวิร์ดเป็นชาติเดียวในบอลโลกหนนี้ที่ไม่แพ้ให้กับแชมป์โลกและรองแชมป์โลกในเวลา 90 นาที

ขณะที่ โวซินญ่า นายทวารทีมชาติเคปเวิร์ดที่โชว์เซฟสวยๆ ช่วยทีมไม่เสียประตูในการเจอกับกระทิงดุนัดแรกก็กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ชั่วข้ามคืน ยอดฟอลโลว์อินสตาแกรมเพิ่มจากหลักหมื่นก่อนการแข่งขันเป็นเกือบ 30 ล้าน เมื่อทัวร์นาเมนต์จบลง

จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า

จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า ย้ำว่า การเพิ่มทีมคือแนวคิดที่ประสบความสำเร็จ เพราะเป็นการเปิดประตูให้กับชาติเล็กๆ ได้มีโอกาส รวมถึงชาติที่ปกติอาจไม่ค่อยได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขัน และอาจเกิดดาวดวงใหม่ รวมถึง “เซอร์ไพรส์” ที่น่าประทับใจอย่างเคปเวิร์ดหรือไม่ก็ นอร์เวย์ ที่ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายครั้งแรกในรอบ 28 ปี และกรุยทางถึงรอบก่อนรองชนะเลิศด้วยฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจ

จาก “ความสำเร็จ” ในฟุตบอลโลกหนนี้ อินฟานติโน่จึงผลักดันแนวคิดเรื่องเพิ่มทีมเป็น 64 ทีมใน ฟุตบอลโลก 2030 ในอีก 4 ปีข้างหน้า โดยหยิบยกประเด็นเรื่องการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีของทัวร์นาเมนต์ขึ้นมา

สำหรับฟุตบอลโลก 2030 มีเจ้าภาพหลัก 3 ชาติ คือ สเปน โปรตุเกส และโมร็อกโก แต่จะแบ่ง 3 แมตช์แรกไปเตะที่ อุรุกวัย, ปารากวัย และ อาร์เจนตินา เพื่อให้เกียรติในฐานะที่ทวีปอเมริกาใต้มีบทบาทการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกหนแรก (ที่อุรุกวัย) เป็นการเฉลิมฉลอง 1 ศตวรรษอย่างยิ่งใหญ่

ไอเดียเรื่องการเพิ่มทีมเป็น 64 ทีมนั้นได้รับแรงสนับสนุนจาก สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาใต้ (คอนเมโบล) สุดตัว ประการหนึ่งเพราะหากเพิ่มทีมแข่งขัน ย่อมมีเกมเตะเพิ่มขึ้น

และอาจหมายถึงโอกาสในการเป็นเจ้าภาพเกมรอบแรกมากขึ้นของอุรุกวัย ปารากวัย และอาร์เจนตินา

เหนือสิ่งอื่นใด การเพิ่มทีมเตะและเกมเตะย่อมหมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอด ตั๋วเข้าชมการแข่งขัน และสิทธิประโยชน์อื่นๆ

โดยในฟุตบอลโลก 2026 ที่เพิ่งจบไป ฟีฟ่าระบุว่ารายได้รวมของการแข่งขันสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.95 แสนล้านบาท) มากกว่าที่ฟีฟ่าประมาณการไว้ก่อนหน้าการแข่งขันที่ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.63 แสนล้านบาท)

จำนวนแมตช์ที่เพิ่มขึ้นยังหมายถึงโอกาสที่สถิติใหม่ๆ จะเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คีเลียง เอ็มบัปเป้ สตาร์ทีมชาติฝรั่งเศสวัย 27 ปี ที่ปัจจุบันกลายเป็นเจ้าของสถิติทำประตูสูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลโลกด้วยผลงานรวม 22 ประตู

บอลโลกหนนี้เขายิงไป 10 ลูก เป็นนักเตะคนแรกในรอบ 56 ปีที่ทำประตูเป็นตัวเลข 2 หลักในบอลโลก ถ้าเพิ่มทีม เพิ่มเกมเตะ เอ็มบัปเป้ที่ถึงตอนนั้นน่าจะยังเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสอยู่ ก็มีโอกาสที่จะทำสถิติเพิ่มขึ้นไปอีก

การเพิ่มทีมและให้โอกาสทีมเล็กๆ ยังหมายถึงโอกาสที่จะเกิด “เทพนิยาย” น่าประทับใจเหมือนเคปเวิร์ดหรือนอร์เวย์ในบอลโลกหนนี้

คีเลียง เอ็มบัปเป้ ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข้อดีที่กล่าวไปข้างต้น ก็มีข้อเสียหลายประการที่หลายคนแสดงความเป็นห่วง

การที่ชาติเล็กๆ ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมากขึ้นไม่ได้การันตีว่าจะเกิดเรื่องราวน่าประทับใจอย่างเคปเวิร์ดเสมอไป

ความเป็นไปได้ที่มากกว่าคือการที่มีทีมเป็น “ไม้ประดับ” ในรอบแรกมากขึ้น

อย่างบอลโลกที่เพิ่งจบไป คูราเซาได้ไปเตะเวิลด์คัพครั้งแรก โดนยิงไป 9 ประตู ส่วนตูนิเซียกับอิรักแพ้ 3 นัดรวด ขณะที่ปานามานอกจากแพ้รวดแล้วยังยิงไม่ได้สักประตูเดียว

มาตรฐานทีมที่ต่างกันเกินไปทำให้เกมไม่น่าสนุก ไม่น่าติดตาม คาดเดาผลได้ง่าย เมื่อเทียบกับโอกาสพลิกล็อกที่อาจจะเกิดขึ้น

ยิ่งฝีเท้าต่าง โอกาสที่นักเตะจากทีมที่เหนือกว่าจะทำสถิติทั้งยิงประตูและคลีนชีตก็ยิ่งมีมากขึ้น

อีกทั้งถึงจะบอกว่าการเพิ่มจำนวนทีมคือการหยิบยื่นโอกาสให้กับชาติเล็กๆ ได้ฝัน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เมื่อถึงรอบลึกจริงๆ ในระดับลุ้นแชมป์ เช่น รอบรองชนะเลิศในฟุตบอลโลกหนนี้ ทุกทีมที่ผ่านเข้ามาล้วนเป็นตัวเต็งก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นสเปน อาร์เจนตินา อังกฤษ หรือฝรั่งเศส ก็ตาม

หมายความว่าการให้โอกาสดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ในท้ายที่สุดมากนักอยู่ดี ซึ่งกรณีนี้คาดว่าแฟนบอลส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้บ่นอะไร

โวซินญ่า นายทวารเคปเวิร์ด กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ในชั่วข้ามคืน

ข้อเสียสำคัญอีกอย่างคือถ้าเพิ่มแมตช์เตะ ย่อมหมายถึงระยะเวลาการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ถึงตอนนั้นอาจจะกินเวลาถึง 2 เดือน จากที่ปัจจุบัน นักเตะก็มีโปรแกรมแข่งขันระดับสโมสรมากมายจากเดิมจนแทบไม่มีเวลาพักแล้ว

หากเวิลด์คัพกินเวลาช่วงปิดฤดูกาลไปนานขนาดนั้น ยิ่งส่งผลกระทบกับสภาพร่างกายของนักเตะ และอาจส่งผลต่อเนื่องกับฟอร์มการเล่นในระดับสโมสรในฤดูกาลถัดมา โดยเฉพาะบรรดาทีมใหญ่ที่มีนักเตะติดทีมชาติต่างๆ เยอะๆ

งานนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) และหลายชาติในยุโรป ต่างแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มทีมในฟุตบอลโลก 2030 เป็น 64 ทีม

ประเด็นเรื่องเพิ่มทีมนั้น สุดท้ายแล้วก็ต้องรอมติอย่างเป็นทางการ แต่แนวโน้มจากข่าวและเสียงสะท้อนของชาติสมาชิกฟีฟ่าต่างๆ ที่ออกมา ส่วนใหญ่จะไปในเชิงสนับสนุนมากกว่าต่อต้าน

…เพราะเพิ่มทีมก็หมายถึงการเพิ่มโอกาสและรายได้โดยองค์รวม ชั่งน้ำหนักแล้วคงตัดสินใจได้ไม่ยาก