แสงไฟโคมแดงเริ่มริบหรี่ เมื่อ 'ร้านอิซากายะรายเล็ก' ในญี่ปุ่นกำลังโดนบีบจนไร้ทางถอย ครึ่งปีแรก 2026 ปิดกิจการสูงเป็นประวัติการณ์

ภาพบรรยากาศร้านอิซากายะรายเล็กที่อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะกระทบแก้วเบียร์ และ กลิ่นหอมของกินเล่นหลังเลิกงาน อาจกลายเป็นเพียงความทรงจำในไม่ช้า เมื่อบรรดาร้านเหล้าแบบดั้งเดิมขนาดเล็กทั่วญี่ปุ่นกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ และ เสี่ยงที่จะไปไม่รอด แม้ในวันที่โต๊ะยังคงเต็มไปด้วยผู้คนก็ตาม

  • คลื่นการปิดกิจการสูงเป็นประวัติการณ์
  • รายใหญ่เติบโต รายเล็กไร้ทางสู้
  • พฤติกรรมคนดื่มเปลี่ยนไป

ที่ร้าน Kuranosuke ในเขตโคโตะ กรุงโตเกียว ร้านขนาด 20 กว่าที่นั่งมักจะแน่นขนัดไปด้วยลูกค้าหลังเลิกงาน ทว่า คาโซโนะริ มัตสึบาระ เจ้าของร้านกลับเปิดเผยความจริงที่ชวนใจหายว่า รายได้จริงไม่ได้ฟื้นตัวเร็วเหมือนจำนวนลูกค้า หลังผ่านพ้นช่วงโควิด เขาต้องตัดเมนูลงเหลือเพียงครึ่งเดียว และ แบกรับต้นทุนด้วยการขยับราคาขึ้นราว 50 เยนทุกๆ ครึ่งปี พร้อมหันมาเน้นบริหารวัตถุดิบรายวันเพื่อรับมือกับราคาของสดที่ผันผวน

ในส่วนของเมนูชูโรงของร้านอย่าง ปลาโบนิโตย่างฟาง วัตถุดิบส่งตรงจากตลาดโทยาสุ ที่เกือบทุกโต๊ะต้องสั่ง กำลังกลายเป็นโจทย์หิน เพราะราคาขายส่งปลาโบนิโตพุ่งสูงขึ้นถึง 3–4 เท่าในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา มัตสึบาระย้ำด้วยความหนักใจว่า หากต้องปรับราคาขึ้นอีกนิด ลูกค้าก็อาจจะหยุดสั่งเมนูดังกล่าวทันที

คลื่นการปิดกิจการสูงเป็นประวัติการณ์

สถานการณ์ของร้าน Kuranosuke เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง หากมาดูข้อมูลจาก Tokyo Shoko Research (TSR) รายงานว่า เพียงครึ่งแรกของปี 2026 มีผู้ประกอบการอิซากายะล้มละลายไปแล้วถึง 118 ราย ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน นับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 1989 ที่น่าตกใจคือ กว่า 90% ของธุรกิจที่ล้มละลายเป็นร้านขนาดเล็กที่มีพนักงานต่ำกว่า 10 คน ส่งผลให้ TSR คาดการณ์ว่าปี 2026 นี้อาจกลายเป็นปีที่มีการปิดตัวของร้านอิซากายะสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

เคนจิ โกโตะ ผู้จัดการ TSR อธิบายว่า ร้านเล็กกำลังโดนศึกรอบด้าน ทั้งค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค และ ค่าเช่าที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ครั้นจะขึ้นราคาสินค้าก็เสี่ยงที่จะเสียลูกค้าทันที และเมื่อกำไรถูกบีบจนติดลบ ทางรอดจึงเหลืออยู่น้อยเต็มที

นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐยังกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติม เมื่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ซาเนะ ทาคาอิจิ เตรียมปรับลดภาษีการบริโภคสำหรับกลุ่มอาหารจาก 8% เหลือ 1% เป็นเวลา 2 ปี (เริ่มเมษายน 2026) นักวิเคราะห์เตือนว่า มาตรการนี้จะยิ่งผลักดันให้ผู้คนหันไปซื้ออาหารพร้อมทานจากซูเปอร์มาร์เก็ตกลับไปกินที่บ้านแทนการนั่งดื่มกินที่ร้าน

รายใหญ่เติบโต รายเล็กไร้ทางสู้

ในขณะที่ร้านขนาดเล็กกำลังล้มหายตายจาก รายงานจาก Fuji Keizai คาดการณ์ว่า ภาพรวมตลาดอาหารสไตล์อิซากายะและโรบาตะจะหดตัวลงเหลือ 1.1 ล้านล้านเยนในปี 2035 (ลดลงถึง 31% เมื่อเทียบกับปี 2019) สวนทางกับตลาดฟาสต์ฟู้ดที่คาดว่าจะโตพุ่งเป็น 5.1 ล้านล้านเยน (เพิ่มขึ้น 58%)

ไดสุเกะ มิวะ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมร้านอาหาร ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนว่า เครือร้านอาหารยักษ์ใหญ่ เช่น Watami, Kushikatsu Tanaka หรือ Colowide ยังคงทำกำไรได้ดี เพราะมีกำลังทุนในการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ จัดการซัพพลายเชน และนำเทคโนโลยีเข้ามาลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งอาหารผ่านมือถือ ตามด้วยพัฒนาแพลตฟอร์มการจอง หรือการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถลงทุนได้เลย

พฤติกรรมคนดื่มเปลี่ยนไป

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเรื่องเงินในกระเป๋าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในภาวะเงินเฟ้อ ผู้บริโภคไม่ได้มองหาแค่โปรโมชันลดราคาอีกต่อไป แต่มองหาประสบการณ์เฉพาะตัว และความชัดเจนของแบรนด์

“ผู้บริโภคไม่ได้ทิ้งอิซากายะไปไหน เพียงแต่ความต้องการและรูปแบบการใช้บริการเปลี่ยนไป” ไดสุเกะ มิวะ ย้ำ

พร้อมทิ้งท้ายว่า หากร้านอิซากายะรายเล็กไม่สามารถสร้างจุดเด่นที่ชัดเจน หรือหาทางปรับตัวให้อยู่รอดในโครงสร้างต้นทุนใหม่นี้ได้ เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของเสน่ห์ยามค่ำคืนในวัฒนธรรมการดื่มแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ก็อาจค่อยๆ ลบเลือนหายไปพร้อมกับแสงไฟของร้านเล็กๆ เหล่านี้อย่างน่าเสียดาย

ภาพ::Kamerakozou/shutterstock

อ้างอิง: