ดาวโจนส์ร่วงกว่า 200 จุด ราคาน้ำมัน,บอนด์ยีลด์ดีดตัวกดดันตลาด : อินโฟเควสท์

ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 200 จุดในวันนี้ โดยถูกกดดันจากการดีดตัวขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

ณ เวลา 21.07 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ลบ 247.79 จุด หรือ 0.48% สู่ระดับ 51,530.25 จุด, ส่วนดัชนี S&P 500 [SP500.X] ลบ 0.22% และ Nasdaq [NASDAQ.X] ลบ 0.07%

ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 1% นับตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.2% แต่ดัชนี Nasdaq ดีดตัวขึ้น 0.7%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีดีดตัวขึ้นจ่อทะลุระดับ 5% ในวันนี้ ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 1% สู่ระดับ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดในวันนี้ ได้แก่ นางมิเชล โบว์แมน สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) รวมทั้งนายเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานเฟด สาขาแคนซัสซิตี เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวคิดเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเจ้าหน้าที่เฟด

ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดวานนี้พุ่งขึ้นกว่า 300 จุด โดยได้ปัจจัยหนุนจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ นอกจากนี้ ข้อมูลแรงงานล่าสุดยังทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 10,000 ราย สู่ระดับ 196,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 207,000 ราย

นายบ็อบ เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Edwards Asset Management กล่าวว่า “หากเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง ก็น่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือนธันวาคม เนื่องจากเฟดไม่น่าจะประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม ซึ่งจะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน เพราะเกรงว่าจะถูกมองว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีแรงจูงใจทางการเมือง”

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ