เปิดปมสืบสวน ‘ปลาหมอคางดำ’ ในสมรภูมิข้อมูลข่าวสาร (ตอนที่ 2): แกะรอยเครือข่ายบัญชีต้องสงสัย คลิป AI และปฏิบัติการ IO
อ่านตอนแรกได้ที่ เปิดปมสืบสวน ‘ปลาหมอคางดำ’ ในสมรภูมิข้อมูลข่าวสาร (ตอนที่ 1): จากวิกฤตสิ่งแวดล้อมสู่การช่วงชิงความจริงบนโลกออนไลน์
จากตอนที่แล้ว วันโอวันพาไปสำรวจเรื่องราวของปลาหมอคางดำที่เปลี่ยนแปลงไปในสื่อต่างๆ และในตอนนี้วันโอวันพบความผิดปกติเพิ่มเติมบน TikTok โดยเฉพาะการนำเสนอประเด็น ‘ปลาหมอคางดำ’ ซึ่งพบว่ามีบัญชีต้องสงสัยจำนวนหนึ่งที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายเครือข่ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (information operation) หรือ ‘ไอโอ’ (IO) โดยส่วนใหญ่ที่พบเป็นวิดีโอที่ถูกสร้างด้วย ‘เอไอ’
จากการสำรวจของวันโอวันพบว่ามีบัญชี TikTok จำนวนมากนำเอไอมาใช้ผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับ ‘ปลาหมอคางดำ’ ทั้งในรูปแบบการเล่าเรื่อง การอธิบายข้อมูล และการแสดงความคิดเห็น โดยบทความนี้จะเรียกบัญชีเหล่านี้ว่า ‘บัญชีต้องสงสัย’ ซึ่งพบอย่างน้อย 27 บัญชีที่มีลักษณะดังกล่าว และคาดว่ายังอาจมีบัญชีที่มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกันอีกจำนวนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม บทความนี้จึงเลือกศึกษาบัญชีที่เผยแพร่เนื้อหาอย่างต่อเนื่องและมีประเด็นปลาหมอคางดำเป็นเนื้อหาหลัก
หลายบัญชีต้องสงสัยมีพฤติกรรมร่วมกันคือ บัญชีเหล่านี้เผยแพร่วิดีโอที่ใช้เอไอเป็นเครื่องมือในการผลิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเสียงบรรยายที่สร้างจากเอไอ ภาพที่สร้างจากเอไอ หรือการใช้ตัวละครเอไอเป็นผู้เล่าเรื่อง เช่น ทนาย เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ปลาหมอคางดำ หรือแม้แต่ตัวละคร ‘ดร.’ ที่เป็นลิง
เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพลักษณะและรูปแบบการเคลื่อนไหวของบัญชีต้องสงสัยเหล่านี้ จึงแบ่งตัวอย่างตามพฤติกรรมที่พบซึ่งอาจเข้าข่ายลักษณะของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร
พฤติกรรมต้องสงสัยที่ 1 : เมื่อหลายบัญชีนำเสนอเนื้อหาเดียวกัน
จากบัญชีต้องสงสัยพบว่าบางคลิปใช้เนื้อหาเดียวกัน เพียงแต่มีการสลับลำดับการเล่าเรื่อง หรือใช้ตัวอย่างเดียวกันเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปเดียวกัน หรือบางคลิปมีการใช้ข้อความเหมือนกันแทบคำต่อคำ อีกทั้งยังมีการเผยแพร่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันผ่านหลายบัญชี
หนึ่งในตัวอย่างการเผยแพร่วิดีโอเกี่ยวกับชาวประมงสองคนซึ่งนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งพบอย่างน้อย 3 บัญชี ได้แก่ @yuXXXXXXXXao (เผยแพร่วันที่ 31 พฤษภาคม 2569), @usXXXXXXXXXXXXX96 (เผยแพร่วันที่ 31 พฤษภาคม 2569) และ @unXXXXXXXXXXXXXXws (เผยแพร่วันที่ 1 มิถุนายน 2569)
วิดีโอทั้งสามชิ้นถูกเผยแพร่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันในด้านภาพประกอบหรือการใช้เสียงบางส่วน แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดกลับพบความคล้ายคลึงกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในโครงสร้างการเล่าเรื่อง ลำดับการนำเสนอ และประเด็นที่หยิบยกขึ้นมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นรูปแบบการผลิตและการเผยแพร่เนื้อหาที่มีลักษณะซ้ำกันในหลายบัญชี
บางครั้งบัญชีต้องสงสัยอาจไม่ได้ใช้ถ้อยคำเหมือนกันทุกประการเหมือนตัวอย่างแรก และแม้เสียงบรรยายจะไม่ตรงกันคำต่อคำ แต่กลับมีการยกตัวอย่างและใช้คำสำคัญ (keywords) ที่สอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกลุ่มวิดีโอที่นำเสนอเกี่ยวกับประเด็น ‘ปลาหมอคางดำเป็นภัยรุกรานระดับโลก’
ตารางเปรียบเทียบวิดีโอ ‘ปลาหมอคางดำเป็นภัยรุกรานระดับโลก’
| ประเด็นที่นำเสนอ | @buXXXXXin (เผยแพร่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569) | @1tXXXXXok (เผยแพร่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569) | @waXXXXXXX50 (เผยแพร่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569) |
| กรณีศึกษาของสหรัฐอเมริกา | “สหรัฐอเมริกาสายโหด” | “อเมริกาสายโหด” | “กฎหมายก็เข้ม ห้ามนำเข้า ห้ามครอบครอง” |
| กรณีศึกษาของฟิลิปปินส์ | “ฟิลิปปินส์สายปรับตัว” | “ฟิลิปินส์สายอยู่ร่วม” | “แนวคิดเขาไม่ได้จะกำจัดให้หมดแบบสิ้นซากแล้ว แต่เป็นการจับมาแปรรูป ลดจำนวน และทำให้มีมูลค่าแทน” |
| กรณีศึกษาของมาเลเซีย | “มาเลเซียและไต้หวัน สายบล็อกเชิงวิศวกรรม” | ไม่ได้พูดถึงวิธีการรับมือ แต่กล่าวถึงผลกระทบที่ได้รับ | ไม่ได้พูดถึงวิธีการรับมือ แต่กล่าวถึงผลกระทบที่ได้รับ |
| กรณีศึกษาของไต้หวัน | “มาเลเซียและไต้หวัน สายบล็อกเชิงวิศวกรรม” | “ไต้หวัน สายบล็อก” | “เขาเน้นเรื่องการกันไม่ให้ปลาแพร่ต่อผ่านระบบน้ำ” |
| การรับมือของประเทศไทย | “บ้านเราสายผสมผสาน” | “ที่ไทยสายลุย” |
จากตารางข้างต้นพบว่าทั้งสามคลิปใช้โครงสร้างการเล่าแบบ ‘ไล่รายประเทศ’ ที่คล้ายคลึงกัน รวมถึงมีการใช้คำสำคัญที่คล้ายกัน เช่น การใช้คำว่า “สายอยู่ร่วม” กับ “สายปรับตัว” โดยบัญชี @1tXXXXXok และ @buXXXXXin มีความเหมือนกันมากที่สุด กล่าวคือเนื้อหาแทบทั้งหมดเป็นการถอดความ (paraphrase) จากกันและกัน แตกต่างเพียงการสลับคำเชื่อมหรือลำดับประโยคเล็กน้อย
ส่วนบัญชี @waXXXXXXX50 แม้จะใช้สำนวนที่เป็นธรรมชาติกว่าและมีการเรียบเรียงถ้อยคำใหม่ แต่ยังคงนำเสนอข้อเท็จจริงและคีย์เวิร์ดหลักชุดเดียวกันกับอีกสองบัญชี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการเรียบเรียงเนื้อหาอาจมาจากต้นทางเดียวกัน
นอกจากนี้ หลายบัญชีใช้เนื้อหาจากแหล่งเดียวกันผลิตเป็นหลายวิดีโอ อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับบัญชีอื่นๆ เห็นได้จากในช่วงเวลาเดียวกันกลับมีเนื้อหาดังกล่าวในหลากหลายบัญชี และในแต่ละบัญชีก็มีวิดีโอในประเด็นดังกล่าวมากกว่าหนึ่งชิ้น เช่น คือ การอ้างอิงผลการศึกษาของบทความวิชาการเรื่อง Genetic diversity, population structure and multiple introductions of invasive blackchin tilapia Sarotherodon melanotheron in Thailand ของสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำและภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
งานวิจัยดังกล่าววิเคราะห์ DNA ของปลาหมอคางดำจำนวน 466 ตัวอย่าง และพบความหลากหลายทางพันธุกรรมทั้งหมด 19 รูปแบบ อีกทั้งยังระบุว่าการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยไม่ได้มีต้นทางเพียงแห่งเดียว แต่เกิดจากการนำเข้าหลายครั้งจากหลายประเทศ ซึ่งบทความวิชาการชิ้นนี้มักถูกใช้เพื่อโต้แย้งกับรายงานการวิเคราะห์เส้นทางการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในเขตพื้นที่ชายฝั่งของไทย ซึ่งกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเผยแพร่เมื่อปี 2022 ที่ชี้ว่าปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ‘มีแหล่งที่มาร่วมกัน’
ในช่วงเวลาเดียวกัน บัญชีต้องสงสัยผลิตวิดีโอสั้นอย่างน้อย 31 ชิ้น ในช่วงวันที่16 เมษายน – 28 มิถุนายน 2569 อีกทั้งยังพบว่า 9 จาก 20 วันที่มีการเผยแพร่วิดีโอมีคลิปถูกโพสต์ซ้ำกัน 2-3 คลิปในวันเดียวกันจากคนละช่อง รวมไปถึงบางครั้งบัญชีเดียวมีการนำเสนอประเด็นดังกล่าวมากกว่าหนึ่งครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน
วิดีโอเหล่านี้นำเสนอสารในทิศทางเดียวกัน ใช้ถ้อยคำและวิธีการเล่าที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก โดยมักอธิบายว่า “งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังลบล้างความเชื่อเดิมว่าปลาหมอคางดำระบาดมาจากต้นทางเดียว” พร้อมอ้างว่างานวิจัยเก็บตัวอย่างปลาหมอคางดำ 466 ตัวอย่างจาก 20 พื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่มากกว่างานศึกษาของกรมประมง จึงตรวจพบรูปแบบ DNA ที่แตกต่างกันถึง 19 รูปแบบ สะท้อนว่าปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาหลายครั้งจากหลายแหล่ง รวมไปถึงมีการย้ำว่าการแพร่ระบาดอาจเกิดมาจากการเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์เป็นหลัก เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปว่าวิกฤตปลาหมอคางดำเป็นปัญหาของระบบการนำเข้าและส่งออกสัตว์น้ำของประเทศไทย
พฤติกรรมต้องสงสัยที่ 2 : เมื่อวิดีโอเอไอถูกใช้ตอบโต้ข้อกล่าวหา
อีกหนึ่งพฤติกรรมที่บัญชีต้องสงสัยมีจุดร่วมกันคือ ในช่วงที่สังคมตั้งคำถามว่าการที่บริษัทเอกชนฟ้องมูลนิธิชีววิถีและวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ในคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาว่าเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ บัญชีต้องสงสัยเหล่านี้กลับมีบทสนทนากับประเด็นดังกล่าวด้วย โดยทุกบัญชีนำเสนอจุดยืนไปในทิศทางเดียวกันคือ การปฏิเสธว่าคดีดังกล่าวไม่ใช่ SLAPP โดยใช้ตรรกะและคำอธิบายที่ใกล้เคียงกัน เช่น ระบุว่าเป็น “คดีหมิ่นประมาทจากข้อมูลเท็จ” และ “อัยการเห็นว่ามีมูล” จึงไม่อาจถือเป็นการฟ้องปิดปาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ปรากฏซ้ำในหลายบัญชี
อย่างไรก็ตาม วิดีโอบางชิ้นมีการนำภาพและเสียงของบุคคลอื่นมาใช้ในลักษณะที่ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน กล่าวคือบุคคลที่ถูกใช้ภาพหรือเสียงในวิดีโอของบัญชีต้องสงสัยพูดในบริบทอื่นและไม่ได้กล่าวถึงกรณีการฟ้องร้องไบโอไทยแต่อย่างใด แต่เนื้อหากลับถูกตัดต่อและนำเสนอในบริบทใหม่ที่เชื่อมโยงกับคดีดังกล่าว
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือวิดีโอจากบัญชี @usXXXXXXXXXXXXX54 ซึ่งนำภาพและเสียงของยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) มาประกอบเป็นคลิปใหม่ โดยใช้เนื้อหาจากวิดีโอต้นฉบับสองชิ้นของไทยพีบีเอสมาตัดต่อรวมกัน แต่เปลี่ยนภาพประกอบเป็นภาพของวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ
ทั้งนี้ เสียงที่ถูกใช้ในวิดีโอนั้นมาจากวิดีโอของไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายในกิจกรรมเวิร์กช็อปภายในงาน Fact-Check Thailand 2026 โดยการอบรมครั้งนี้มีเนื้อหามุ่งอธิบายเรื่องทักษะการตรวจสอบข้อเท็จจริง (fact-checking) และไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีการฟ้องร้องไบโอไทยหรือประเด็น SLAPP แต่อย่างใด
อีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ในช่วงสัปดาห์ที่ไบโอไทยเผยแพร่ผลตรวจปลากระป๋องจากห้องปฏิบัติการที่ระบุว่าปลาในผลิตภัณฑ์เป็น ‘ปลาหมอคางดำ’ ก็พบว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีวิดีโอจากหลายบัญชีเผยแพร่ออกมาเพื่ออธิบายว่าผลตรวจดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือ หรือชี้ให้เห็นถึงแนวทางการนำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่อเหตุการณ์เดียวกันของหลายบัญชีในเวลาใกล้เคียงกันกับสถานการณ์ของปลาหมอคางดำล่าสุด ซึ่งก็มีการใช้ถ้อยคำที่คล้ายคลึงกัน
นอกจากนี้ บัญชีต้องสงสัยยังถูกใช้เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอและการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) โดยกล่าวหาว่ามี ‘ธงในใจ’ หรือการกล่าวหาว่าความเดือดร้อนของสังคมคืองบประมาณขององค์กรเหล่านั้น
ยกตัวอย่าง วิดีโอชิ้นหนึ่งที่มีการยกข้อความจากโพสต์ที่คลิประบุว่าเป็นของ NGO ซึ่งมีเนื้อหาว่า “การเอา #ปลาหมอคางดำ มาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้นเลวร้ายและผิดทุกหลักการแก้ปัญหาเอเลียนสปีชีส์” ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่าข้อความดังกล่าวมาจากโพสต์ของเพจ BIOTHAI เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 แต่วิดีโอชิ้นนั้นมีการใช้ภาพของชาวประมงที่สร้างด้วยเอไอเป็นผู้โต้แย้งต่อการแสดงความคิดเห็นของไบโอไทย

“เข้าใจนะว่า หลักการวิชาการบนหิ้ง มันต้องกำจัดให้หมดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่พี่มาดูหน้างานจริงๆ ตอนนี้ก่อน ชาวบ้านเขาจับขึ้นมาวันละเป็นตันๆ ถ้าไม่ให้เอามาทำน้ำปลา ไม่ให้ทำปุ๋ย ไม่ชวนกันกิน แล้วจะให้เอาไปฝังกลบที่ไหนให้หมด หรือจะปล่อยให้มันเน่าคาคลองจนน้ำเสียซ้ำเติมเข้าไปอีก”
ก่อนที่ตัวละครชาวประมงซึ่งสร้างด้วยเอไอจะสรุปว่า “ผมไม่รู้หรอกว่าสาเหตุที่คุณออกมาแอนตี้การเอาปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ มันเพราะเหตุผลอะไร จะเพื่อประโยชน์ทางคดีที่มีคู่กรณีอยู่กับนายทุนหรือเปล่า แต่ผมว่าเรื่องนี้ทุกคนต้องช่วยกัน อย่าลืมนะ คนที่คิดไม่เหมือนคุณ เขาอยู่โลกตรงข้าม โลกนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวคุณเอง”
อีกตัวอย่างหนึ่งคือวิดีโอที่ตั้งคำถามต่อ NGO ว่า “ทำไม NGO บางกลุ่มถึงขยันชี้หน้าด่านายทุน แต่ไม่เคยเสนอวิธีเลิกเผาป่าหรือกำจัดปลาหมอคางดำที่ใช้ได้จริง” พร้อมกล่าวอ้างว่า “ความเดือดร้อนของสังคมคืองบประมาณของพวกเขา”
เมื่อพิจารณาเนื้อหาโดยรวมก็น่าตั้งข้อสังเกตว่า น้ำหนักของการนำเสนอไม่ได้มุ่งอภิปรายทั้งสองประเด็นคือปัญหาเผาป่า และปลาหมอคางดำอย่างเท่าเทียม แต่กลับให้น้ำหนักกับการโต้แย้งข้อเสนอและวิพากษ์วิจารณ์องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ในกรณีปลาหมอคางดำเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังพบวิดีโอที่นำเสนอโดยบุคคลจริงซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากในแพลตฟอร์มเดียวกัน วิดีโอเหล่านี้มีเนื้อหาไปในทิศทางเดียวกันกับคลิปเอไอ
ทางวันโอวันมีโอกาสสอบถามข้อเท็จจริงจาก ‘ผู้ผลิตคลิปวิดีโอ’ รายหนึ่งที่ผลิตเนื้อหาคล้ายคลึงในช่วงเวลาเดียวกันกับที่วิดีโอบัญชีต้องสงสัยนำเสนอ โดยวันโอวันขอสงวนนามผู้ให้สัมภาษณ์รายดังกล่าวเพื่อความปลอดภัยและสามารถแสดงความเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา
ทางผู้ผลิตวิดีโอสั้นเปิดเผยว่า มีบุคคลรายหนึ่งติดต่อเข้ามาเพื่อว่าจ้างให้ผลิตเนื้อหาลงในช่อง TikTok ของตนเอง โดยส่งเป็นข้อมูลให้เขาแต่ก็เปิดโอกาสให้เขาสามารถออกแบบวิธีการนำเสนอและลำดับการเล่าเรื่องได้อย่างอิสระ โดยไม่ได้กำหนดรูปแบบการสื่อสารอย่างตายตัว
อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าการผลิตคลิปดังกล่าวได้รับ ‘ค่าตอบแทน’ เป็นเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งหลายคลิปที่ถูกผลิตโดยอินฟลูเอนเซอร์ก็มักจะมีบัญชี มีรูปโปรไฟล์เป็นรูปอวตารและนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องราวในลักษณะเดียวกันมาร่วมแสดงความคิดเห็นในวิดีโอของอินฟลูเอนเซอร์อีกด้วย
อีกหนึ่งข้อสังเกตที่คือ หลายบัญชีที่อยู่ในกลุ่มต้องสงสัยนี้ ไม่ได้นำเสนอเพียงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปลาหมอคางดำเท่านั้น แต่มักนำเสนอประเด็นอื่นๆ ที่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีสภาผู้บริโภค, อุปสรรคและเหตุผลของการแก้ไขสัญญารถไฟฟ้าความเร็วสูง, การต่อต้านการนำเข้าหมูและข้าวโพดจากต่างประเทศ, ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รวมไปถึงคดีที่มีการฟ้องร้องศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับปลาหมอคางดำแต่อย่างใด
ด้วยธรรมชาติของ TikTok ที่เป็นในรูปแบบฟีดอาจทำให้ผู้ใช้ไม่เห็นความเชื่อมโยง แต่จากข้อมูลข้างต้นทำให้เห็นความเชื่อมโยงบางประการ ด้วยความผิดปกติดังกล่าว ทางวันโอวันจึงนำบัญชีต้องสงสัยดังกล่าวไปวิเคราะห์เพิ่มเติมโดยนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (data scientist)
เขาเริ่มต้นจากการนำโพสต์จาก 27 บัญชีที่ถูกจับตามองว่ามีลักษณะพฤติกรรมเข้าข่ายบัญชีต้องสงสัยทั้งหมดว่าอาจเป็น พฤติกรรมร่วมกันในการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวตน (coordinated inauthentic behavior – CIB) หรือที่รู้จักกันในชื่อปฏิบัติการข่าวสาร (information operation) ทุกโพสต์ของทุกบัญชีต้องสงสัย เข้าสู่กระบวนการเก็บข้อมูลด้วยวิธี data scraping (การดึงข้อมูล) ซึ่งเป็นกระบวนการดึงหรือแยกข้อมูลออกมาจากแหล่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ทุกบัญชีต้องสงสัยการโพสต์เนื้อหาในประเด็นที่ศึกษาทั้งหมดโดยมีทั้งสิ้น 497 โพสต์ เผยแพร่วิดีโอเกี่ยวข้องกับปลาหมอคางดำทั้งสิ้น แต่หากลองยึดจากการเผยแพร่เนื้อหาใกล้เคียงกันกับบัญชีอื่นๆ อย่างน้อย 2 โพสต์ขึ้นไปมีทั้งหมด 24 จาก 27 บัญชี ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่มากอย่างยิ่ง โดยนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่าจุดร่วมของทั้ง 24 บัญชีคือ บัญชีต้องสงสัยดังกล่าวมักใช้รูปโปรไฟล์เป็นรูปอวตารหรือรูปเอไอ และมักเป็นบัญชีที่มียอดการติดตามน้อย หรือบางบัญชีต้องสงสัยไม่มีผู้ติดตาม ซึ่งจากจุดร่วมดังกล่าว เขาแสดงความคิดเห็นว่า “การมีผู้ติดตามน้อยและปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้อื่นในระดับต่ำ เป็นลักษณะเฉพาะที่พบได้บ่อยในบัญชีบอทหรือบัญชีปลอม”
คำถามสำคัญที่ต้องหาคำตอบคือ บัญชีเหล่านี้ถือเป็นปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO (information operation) หรือไม่
สำหรับการพิจารณาว่าบัญชีใดอาจเข้าข่ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลใช้เกณฑ์การประเมิน 2 ตัวชี้วัด ได้แก่ (1) วิดีโอมีเนื้อหา แคปชัน หรือเสียงบรรยายที่มีความใกล้เคียงกันอย่างมากจนแทบเป็นเนื้อหาเดียวกัน และ (2) วิดีโอที่มีลักษณะดังกล่าวต้องถูกเผยแพร่ภายในช่วงเวลาใกล้เคียงกันคือไม่เกิน 14 วัน
การกำหนดเกณฑ์ทั้ง 2 ข้อนี้ใช้เพื่อแยก ‘ความคล้ายกันโดยบังเอิญ’ ออกจาก ‘การประสานงานกันจริง’ เพราะหากเนื้อหาคล้ายกันแต่โพสต์ห่างกันเป็นเดือนเป็นปี ก็อาจเป็นแค่การพูดถึงประเด็นเดียวกันตามกระแสข่าวทั่วไป แต่ถ้าทั้งแคปชันและเสียงในเนื้อหาคล้ายกัน และยังโพสต์ออกมาในช่วงเวลาใกล้เคียงกันภายใน 14 วัน ก็เป็นสัญญาณที่หนักแน่นกว่าว่าน่าจะมีการใช้สคริปต์หรือบรีฟร่วมกัน ซึ่งเข้าข่ายลักษณะของ coordinated inauthentic behavior (CIB) ดังนั้น การใช้สองเกณฑ์ร่วมกันจึงช่วยยืนยันได้แม่นยำกว่าการดูแค่เนื้อหาหรือแค่เวลาเพียงอย่างเดียว
เขาอธิบายว่า การกำหนดเกณฑ์ทั้งสองข้อนี้มีขึ้นเพื่อช่วยลดความเป็นไปได้ที่ความคล้ายคลึงดังกล่าวจะเกิดจากความบังเอิญ เนื่องจากวิดีโอที่สร้างด้วยเอไอมักต้องอาศัยชุดคำสั่ง (prompt) ที่ใกล้เคียงหรือเหมือนกัน จึงจะสร้างผลลัพธ์ที่มีรูปแบบและเนื้อหาคล้ายคลึงกันได้อย่างต่อเนื่อง
แม้ในทางทฤษฎีจะเป็นไปได้ที่ผู้สร้างหลายรายอาจใช้ชุดคำสั่งที่คล้ายคลึงกันโดยบังเอิญ แต่เมื่อมีการใช้เกณฑ์การประเมินว่าวิดีโอที่มีลักษณะดังกล่าวต้องถูกเผยแพร่ภายในช่วงเวลาใกล้เคียงกันคือไม่เกิน 14 วัน จึงทำให้โอกาสที่จะเป็นเพียงความบังเอิญลดลง โดยภายหลังจากการนำไปวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ‘การเรียนรู้ด้วยเครื่อง’ (machine learning) พบว่ามีเนื้อหา 45 โพสต์ที่มีกลุ่มบัญชีโพสต์เนื้อหาที่อยู่ในเกณฑ์การประเมิน

จากกราฟข้างต้นเป็นกราฟเครือข่าย (network graph) เพื่อแสดงความสัมพันธ์เชิงพฤติกรรมระหว่างบัญชีเหล่านี้ โดยแต่ละโหนด (วงกลม) แทนบัญชีหนึ่งบัญชี ซึ่งขนาดของโหนด (ขนาดของวงกลม) สะท้อนถึงระดับความเชื่อมโยงของบัญชีนั้นภายในเครือข่ายโดยรวม
นอกจากนี้ เส้นเชื่อมระหว่างโหนดแทนการที่บัญชีทั้งสองมีรูปแบบการโพสต์ที่ประสานงานกัน โดยมีความหนาของเส้นเชื่อมที่สะท้อนถึงจำนวนคู่โพสต์ที่พบความสอดคล้องกันระหว่างสองบัญชีนั้น กล่าวคือยิ่งเส้นหนามากเท่าใด ก็ยิ่งบ่งชี้ถึงระดับความสัมพันธ์เชิงพฤติกรรมที่แน่นแฟ้นมากขึ้นเท่านั้น (ในบริบทการศึกษาครั้งนี้หมายถึงบัญชีมีการเผยแพร่เนื้อหาหรือเสียงมีความเมือนหรือใกล้เคียงกัน กล่าวคือยิ่งกระจุกแปลว่ายิ่งเหมือนกัน)

จากกราฟข้างต้น วงกลมแต่ละจุดถูกวางอยู่บนไทม์ไลน์ตามช่วงเวลา ยิ่งวงกลมมีขนาดใหญ่ ยิ่งบ่งชี้ว่าบัญชีดังกล่าวมีแนวโน้มโพสต์เนื้อหาที่ใกล้เคียงหรือสอดคล้องกับบัญชีอื่นมากขึ้นในช่วงเวลานั้น ทั้งนี้จากข้อมูลพบว่าจุดที่มีวงกลมขนาดใหญ่ที่สุดปรากฏในช่วงกลางปี 2024 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เทคโนโลยีวิดีโอเอไอ (AI-generated video) เริ่มเติบโตอย่างแพร่หลาย และมีแนวโน้มเกิดขึ้นถี่ขึ้นในช่วงปี 2025-2026 สอดคล้องกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมเครือข่ายโดยรวมที่พบในภาพรวมของข้อมูล
“จากกราฟจะสังเกตได้ว่า บัญชีต้องสงสัยเริ่มมีตั้งแต่ปี 2021 แต่ในช่วงนั้นยังมีการเผยแพร่คลิปในสัดส่วนที่น้อยมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ChatGPT ยังเป็นโมเดลในตระกูล GPT‑3.5 อยู่ ซึ่งการสร้างวิดีโอเอไอไม่ได้เข้าถึงผู้คนมากนัก ทำให้การเผยแพร่วิดีโอจำนวนมากไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเหมือนปัจจุบัน” เขากล่าว
ภายหลังจากที่นำโพสต์ของบัญชีต้องสงสัยมาวิเคราะห์ จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าบัญชีดังกล่าวเข้าข่ายการมีพฤติกรรม CIB หรือเป็นไอโอแล้ว เพราะแนวโน้มของการเผยแพร่เนื้อหาที่คล้ายคลึงกันอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการประสานงานด้านเนื้อหาระหว่างบัญชีที่ชัดเจน โดยเขาใช้คำว่า “การศึกษาบัญชีต้องสงสัยครั้งนี้อาจเป็นการค้นพบปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่มีการวางแผนและประสานงานกันในการสื่อสารประเด็นต่างๆ”
คำถามต่อมาคือเนื้อหาในบัญชีต้องสงสัยต้องการนำเสนออะไร เมื่อตรวจสอบเนื้อหาจากบัญชีต้องสงสัยพบว่า กลุ่มเนื้อหาที่มีความกระจุกและหนาแน่นมากที่สุดสามอันดับแรก ประกอบด้วย การนำเสนอผลการศึกษาของบทความวิชาการของสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำและภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, การเชื่อมโยงต้นต่อการระบาดไปยัง 11 บริษัทที่ส่งออกปลาหมอคางดำไปกว่า 17 ประเทศ ในช่วงปี 2556-2559 และประวัติการส่งออกปลาหมอคางดำของประเทศไทย โดยวิดีโอเหล่านี้มีการติดแฮชแท็กว่า #พิรุธปลาหมอคางดำ, #11บริษัทส่งออกปลา
หากกล่าวโดยสรุป ทางนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลมองว่าทั้งสามกลุ่มเนื้อหาที่มีความหนาแน่นมากที่สุดมีความต่อเนื่องกันของเรื่องเล่าที่พยายามสื่อสารอย่างเป็นลำดับ โดยเขามองว่าพฤติกรรมของบัญชีต้องสงสัยเข้าข่ายความพยายามในการบ่ายเบี่ยงประเด็นมากกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ มีการใช้ตัวอย่างเดียวกัน รวมไปถึงในบางกรณียังใช้เสียงเอไอบรรยายด้วยถ้อยคำที่เหมือนกันเกือบทั้งหมด
นอกจากนี้ เขายังสังเกตเห็นแนวโน้มของการผลิตเนื้อหาในลักษณะ ‘green content’ หรือเนื้อหาที่นำเสนอมุมมองเชิงบวกหรือเป็นกลางซึ่งแตกต่างจากกระแสหลักในสังคมที่มักมองปลาหมอคางดำในแง่ลบที่มีมากขึ้นในบัญชีต้องสงสัย โดยเขาระบุว่าแม้ว่าเนื้อหาลักษณะนี้จะไม่ได้พบเป็นจำนวนมากในกลุ่มตัวอย่าง 27 บัญชี แต่ก็ปรากฏให้เห็นได้เป็นระยะ เช่น การนำเสนอคุณค่าทางโภชนาการของปลาหมอคางดำในฐานะทางเลือกในการบริโภค ตลอดจนการกล่าวถึงโรงงานผลิตปลาป่นแห่งหนึ่งที่ประกาศรับซื้อปลาหมอคางดำเข้าสู่กระบวนการผลิต ซึ่งเมื่อสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมพบว่าโรงงานดังกล่าวเคยมีโครงการความร่วมมือกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง
“จากทั้งเนื้อหาที่นำเสนอและตัวอย่างที่บัญชีต้องสงสัยเผยแพร่ก็น่าตั้งข้อสังเกตว่า ภายใต้เรื่องเล่าของปลาหมอคางดำนั้นอาจมีปฏิบัติการบางอย่างอยู่เบื้องหลังหรือไม่ ซึ่งคำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการคาดเดาแบบไร้หลักฐาน แต่ตั้งอยู่บนสิ่งที่ปรากฏอยู่ในวิดีโอและเนื้อหาที่เผยแพร่จริง” เขากล่าว
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าข้อมูลชุดนี้เป็น ‘หลักฐานเชิงรูปแบบ’ ไม่ใช่หลักฐานที่สามารถยืนยันตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังหรือแรงจูงใจได้โดยตรง การยืนยันข้อสรุปจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานเพิ่มเติม เช่น เอกสาร การตรวจสอบผู้ที่อยู่เบื้องหลังบัญชี หรือการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงต่อไป
“แม้ว่าวิดีโอมีจำนวนผู้ชมและการมีส่วนร่วม (engagement) ไม่สูงมากนัก หรือหลายคลิปยังใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน นำเสนอด้วยรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน และเผยแพร่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันจนอาจไม่ได้ดูมีความน่าเชื่อถือมากนัก แต่หากเนื้อหาลักษณะนี้ถูกผลิตและเผยแพร่ในปริมาณมากเพียงพอก็ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของข้อมูลภายในแพลตฟอร์มได้เช่นกัน” เขากล่าวทิ้งท้าย
จากรายงานทั้งสองตอน วันโอวันพบรูปแบบการผลิตและเผยแพร่ซ้ำของเนื้อหาเกี่ยวกับปลาหมอคางดำที่ไม่ควรถูกมองข้าม แม้ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่อาจยืนยันว่าเนื้อหาเหล่านี้มีผู้ผลิตหรือผู้ว่าจ้างร่วมกันหรือไม่ แต่รูปแบบที่ปรากฏก็ชวนตั้งข้อสังเกตว่า ทำให้คำอธิบายว่า เนื้อหาและเรื่องราวของ ‘ปลาหมอคางดำ’ ที่ปรากฏในสื่อออนไลน์ อาจไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ หรือเป็นคอนเทนต์ออร์แกนิก (organic content) ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ไม่ว่าเบื้องหลังของสมรภูมิเรื่องเล่าปลาหมอคางดำจะมีที่มาอย่างไร เรื่องที่น่าเศร้าใจยิ่งคือการที่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ได้รับมือเพียงวิกฤตในบ่อเลี้ยงและระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังต้องอยู่ท่ามกลางเรื่องเล่าหลายชุดที่แข่งขันกันกำหนดความหมายของปัญหา ต้นตอ และความรับผิดชอบ
และ ‘การที่ไม่ต้องมีใครต้องรับผิดชอบ’ อาจเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเรื่องเล่าบางชุด


ผลงานชิ้นนี้ถูกเขียนและผลิตขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิทอมสัน รอยเตอร์ (Thomson Reuters Foundation) โดยเนื้อหาที่ปรากฏเป็นการทำงานอย่างอิสระของกองบรรณาธิการของ The101.World และไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของมูลนิธิทอมสัน รอยเตอร์
BioThai ซีพี ปลาหมอคางดำ มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดปากปลาหมอ