‘ปกรณ์ ’ ผ่าตัดระบบราชการ ลดคน ลดเงิน วาระ 2 รัฐบาล 8 ปี

การ “ผ่าตัดระบบราชการ” ที่กินภาระงบประมาณมหาศาล ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบุคลากรภาครัฐสูงถึง 8.5 แสนล้านบาท เป็น “ธง” ของรัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งแต่การแถลงนโยบายรัฐบาลว่าจะต้องปฏิรูประบบราชการ 

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ตั้งเป้าที่จะลดอัตรากำลังคนกว่า 30,000 อัตรา เพราะปัจจุบันรายจ่ายประมาณ 73% ถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ เหลืองบประมาณสำหรับการลงทุนและพัฒนาประเทศในสัดส่วนที่จำกัด จึงจำเป็นต้องเร่งทบทวนโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมวางเป้าหมายที่ตั้งไว้คือการลดสัดส่วนรายจ่ายประจำให้เหลือไม่เกิน 30%

โดยให้สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาข้าราชการพลเรือน (ก.พ.ร.) กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกันศึกษาแลจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง 

ทั้งการวางแผนกำลังคน การบริหารกรอบอัตรากำลัง การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่  

และจะมีการทบทวนรูปแบบการจ้างงาน ระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการของภาครัฐให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป 

ชะลอแต่งตั้งข้าราชการใหม่ทุกกรณี 

จึงเป็นที่มาของมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 เห็นชอบแผนปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ โดยมี 6 มาตรการ ประกอบด้วย

1.ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็น ตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชีหรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม

2.ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการและประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นมา ยกเว้นกรณีที่ได้มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว และรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569

ยุบ-เลิกตำแหน่งวิชาการ  

3.ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปี 2570 ยกเว้นกรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษาและกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ ให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 

ยุบ 11 ตำแหน่งมีผล 1 ตุลาฯ นี้  

4.ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 ได้แก่ (1) เจ้าพนักงานธุรการ (2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ (3) เจ้าพนักงานสื่อสาร (4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา (5) เจ้าพนักงานห้องสมุด (6) นายช่างขุดลอก (7) นายช่างพิมพ์ (8) นายช่างภาพ (9) นายช่างศิลป์ (10) บรรณารักษ์ ยกเว้นกรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว 

ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน

ทุกองค์กรทบทวน “จ็อบดิสคริปชั่น” 

5.ให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน ลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น  

6.ให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ ปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ลดคน-ลดงบฯ การคลังยั่งยืน 

การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ในครั้งนี้รัฐบาลต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า ทำให้โครงสร้างราชการและอัตรากำลังเหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ และสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว  

ผลักดันข้าราชการ Early Retire 

รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย มือผ่าตัดระบบราชการ ระบุว่า งบประมาณส่วนใหญ่กว่า 73% ของประเทศ เป็นงบฯ ประจำ เกิดขึ้นและสะสมมานาน รัฐบาลต้องปฏิรูประบบราชการและเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง จึงเขียนไว้ในนโยบายว่า “จะปฏิรูประบบราชการ” คาดว่าใช้เวลา 8 ปี

สิ่งที่จะทำคือ 1.จุดเริ่มต้น ต้องตรึงอัตรากำลัง โดยถือว่าอัตรากำลังที่มีอยู่ ณ วันนี้คืออัตรากำลังสูงสุดเท่าที่ประเทศจะมีได้แล้ว และหลังจากนี้ต้องลดลงเรื่อย ๆ หากไม่ทำอีก 10 ปีข้างหน้าลูกหลานจะลำบากมาก

เรื่องที่ 2 ทำให้อัตราคนลดลงได้รวดเร็วที่สุด ผ่านโครงการ Early Retire ตั้งเป้าภายในปี 2570 แม้ว่ายังไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ทันที เพราะการ Early Retire ต้องมีเงินชดเชยพอสมควร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการออกไปประกอบอาชีพอื่นได้  

“เพราะฉะนั้นต้องเตรียมคนให้พร้อม การ Early Retire ไม่ใช่การตัดจำนวนออกไปจนลดประสิทธิภาพ แต่ประสิทธิภาพยังต้องควบคู่กัน โดยต้องพิจารณาทั้งสองด้าน ข้าราชการที่ Early Retire ต้องออกไปโดยมีความสามารถเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจด้วย” 

เล็งลดราชการในภูมิภาค 

รองนายกรัฐมนตรีระบุถึงงานต่อเนื่องในการ “ตรึงอัตราข้าราชการ” ว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องดำเนินการ เช่น ลดส่วนราชการส่วนกลางที่อยู่ในภูมิภาค การให้เจ้าหน้าที่ส่วนกลางไปอยู่ในภูมิภาคทำได้เฉพาะงานวิชาการเท่านั้น แต่ปัจจุบันทำกันเป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ต้องยกเลิก เพราะพิจารณาว่าจะจัดสรรคนกลุ่มนี้ไปไว้ที่ใด ขณะนี้รอเตรียมเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรี  

หลังจากนี้กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ จะต้องเริ่มวางแผนการใช้งบประมาณควบคู่กันไป กับการลดกำลังคน และปรับเปลี่ยนโครงสร้างส่วนงานราชการทุกระดับ