ทดเวลา +2 สู่ +7 และ 2 ประตู ใน 2 นาที! เปิดข้อมูลที่ทำให้เกม อินโดฯ 9-2 บังกลาเทศ ถูกตั้งคำถามว่า ‘มีอะไรไม่ชอบมาพากล?’
กลายเป็นหนึ่งในผลการแข่งขันที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของ FIFA ASEAN Cup 2026 รายการใหม่ของฟีฟ่า เมื่อ อินโดนีเซีย ถล่ม บังกลาเทศ 9-2 พร้อมคว้าตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้ได้รับความสนใจไม่ได้มีเพียงสกอร์ 9-2 เพราะเมื่อไล่ดูสถานการณ์ลุ้นเข้ารอบ ผลการแข่งขันอีกสนาม รวมถึงสถิติย้อนหลังของทั้งสองคู่ มีหลายจุดที่น่าสนใจ และมากพอให้เกมนี้ถูกตั้งคำถามว่า “มันมีกลิ่นแปลกๆ หรือเปล่า?
ก่อนลงสนาม อินโดนีเซียกำลังแย่งตำแหน่งแชมป์กลุ่มกับมาเลเซีย ซึ่งพบสิงคโปร์ในเวลาเดียวกัน โดยจำนวนประตูมีผลโดยตรงต่อการตัดสินทีมเข้ารอบ
ช่วงแรกทุกอย่างดูเข้าทางอินโดนีเซีย เมื่อพวกเขานำบังกลาเทศถึง 6-1 ตั้งแต่ครึ่งแรก ขณะที่อีกสนามมาเลเซียนำสิงคโปร์ 2-0
แต่ครึ่งหลัง มาเลเซียยิงเพิ่มอีก 4 ประตู ก่อนจบเกมด้วยชัยชนะ 6-0 ซึ่งถือเป็นการทาบสถิติชัยชนะด้วยสกอร์สูงสุดของมาเลเซียเหนือสิงคโปร์ โดยครั้งก่อนเกิดขึ้นเมื่อปี 1978 หรือ 48 ปีที่แล้วเลยทีเดียว
ยิ่งเทียบกับการพบกัน 3 นัดก่อนหน้านี้
- ปี 2025: มาเลเซีย 2-1 สิงคโปร์
- ปี 2024: มาเลเซีย 0-0 สิงคโปร์
- ปี 2023: มาเลเซีย 4-1 สิงคโปร์
เท่ากับว่า 3 นัดก่อนหน้า มาเลเซียยิงสิงคโปร์รวม 6 ประตู ก่อนจะมายิง 6 ประตูในเกมเดียว
ฝั่งบังกลาเทศก็เช่นกัน สกอร์ 2-9 ก็ถือว่าหนักผิดจากผลงานช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน โดย 5 นัดก่อนเจออินโดนีเซีย พวกเขามีผลงานดังนี้
- แพ้ สิงคโปร์ 0-1
- แพ้ มาเลเซีย 0-3
- ชนะ ซานมารีโน 2-1
- แพ้ สิงคโปร์ 0-1
- แพ้ เวียดนาม 0-3
ตลอด 5 เกมก่อนเจออินโดนีเซีย บังกลาเทศเสียรวมเพียง 9 ประตู และไม่มีเกมไหนเสียเกิน 3 ลูก ก่อนจะมาเสีย 9 ประตูภายในเกมเดียว
สกอร์ 2-9 ยังถือเป็นหนึ่งในความพ่ายแพ้ที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์ของบังกลาเทศ
โดยสถิติแพ้ขาดลอยที่สุดของพวกเขาคือ 0-9 ซึ่งเกิดขึ้น 2 ครั้ง จากการพบเกาหลีใต้ในปี 1979 และอิหร่านในปี 1982 ก่อนที่ 44 ปีต่อมา พวกเขาจะกลับมาเสีย 9 ประตูในเกมเดียวอีกครั้ง ในเกมกับอินโดนีเซีย
แน่นอนว่าเมื่อมองจากรูปเกม อินโดนีเซียเป็นฝ่ายเหนือกว่าอย่างชัดเจน พวกเขานำถึง 6-1 ตั้งแต่ครึ่งแรก และสร้างโอกาสยิงจำนวนมาก ดังนั้นการชนะขาดจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลเสียทีเดียว
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงมากขึ้น คือ ‘2 ประตู’ ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงทดเวลาครึ่งหลัง
ช่วงท้ายเกม อินโดนีเซียนำ 7-1 ในนาที 90 ก่อนบังกลาเทศยิงไล่มาเป็น 7-2 ในนาที 90+1 ทำให้อินโดนีเซียต้องการ อีก 2 ประตู เพื่อแซงมาเลเซียและคว้าตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
จากนั้นสิ่งที่แทบเหมือนบทภาพยนตร์ก็เกิดขึ้น
เควิน ดิกส์ ยิงเป็น 8-2 ในนาที 90+6 ก่อน มิตเชลล์ เบเกอร์ จะยิงประตูที่ 9 ในนาที 90+7 และนั่นคือประตูที่เพียงพอให้อินโดนีเซียคว้าตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
จึงไม่แปลกที่หลังจบเกมจะเกิดคำถามตามมามากมาย โดยเฉพาะช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เมื่อข้างสนามมีการ ชูป้ายทดเวลา 2 นาที แต่การแข่งขันกลับดำเนินต่อไปจนถึงนาที 90+7 และในช่วงเวลาที่เกินมานั้น อินโดนีเซียยิง 2 ประตูสำคัญในนาที 90+6 และ 90+7 ซึ่งเป็นสองประตูที่พวกเขาต้องการพอดีเพื่อคว้าตั๋วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
อย่างไรก็ตาม ตรงนี้จำเป็นต้องแยกให้ออกจากกันระหว่าง “เหตุการณ์ที่ดูผิดปกติ” กับ “หลักฐานว่ามีการทุจริต”
สกอร์ 9-2, ผลอีกสนาม 6-0 หรือแม้แต่สองประตูช่วงท้าย ล้วนสามารถนำมาตั้งคำถามและวิเคราะห์ในเชิงสถิติได้ แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการสรุปว่ามีการล็อกผลหรือความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น และจนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการในลักษณะดังกล่าว
สิ่งที่พูดได้เต็มปากในตอนนี้ คือนี่เป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นกันบ่อยๆ ในโลกลูกหนัง
บังกลาเทศเสีย 9 ประตูในเกมเดียว ทั้งที่ 5 นัดก่อนหน้าเสียรวม 9 ประตู
มาเลเซียยิงสิงคโปร์ 6 ประตูในเกมเดียว เท่ากับจำนวนที่ยิงได้รวมจากการพบกัน 3 นัดก่อนหน้า
และอินโดนีเซียได้ 2 ประตูที่จำเป็นต่อการเข้ารอบในนาที 90+6 และ 90+7
แต่ฟุตบอลก็เป็นกีฬาที่เรื่องเหลือเชื่อสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ
ดังนั้น จนกว่าจะมีข้อมูลหรือหลักฐานอื่นออกมา สิ่งที่เราทำได้คงเป็นเพียงการวางข้อเท็จจริงทั้งหมดไว้บนโต๊ะ และตั้งคำถามกับหนึ่งในเกมที่แปลกที่สุดของทัวร์นาเมนต์นี้ โดยไม่รีบตัดสินว่าเบื้องหลังสิ่งที่เกิดขึ้นมีอะไรมากกว่าฟุตบอลหรือไม่
ส่วนเส้นทางของอินโดนีเซียยังไม่จบ เพราะชัยชนะ 9-2 ส่งพวกเขาผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ พบกับ ทีมชาติไทย วันที่ 5 ตุลาคม เวลา 20.00 น. ที่สนามเกโลรา บุง การ์โน (เสนายัน) กรุงจาการ์ตา
และหากวางข้อสงสัยทั้งหมดเอาไว้ข้างสนาม แล้วมองเฉพาะเรื่องฟุตบอล การยิงถึง 9 ประตูในเกมเดียวก็เป็นสัญญาณเตือนว่า เกมรับของไทยมีงานหนักรออยู่ โดยเฉพาะเมื่อต้องลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลอินโดนีเซียในบ้านของพวกเขาเอง
ไทย vs. อินโดนีเซีย วันที่ 5 ตุลาคม เวลา 20.00 น. มาร่วมส่งกำลังใจและเชียร์ทีมชาติไทยไปด้วยกัน รับชมการแข่งขันได้ทาง DAZN
ABOUT THE AUTHOR
อนุชิต ไกรวิจิตร
Content Creator ประจำกองบรรณาธิการข่าวกีฬา สำนักข่าว THE STANDARD ผู้มีงานอดิเรกคือการสัมภาษณ์ BNK48