รัฐแจงภาษีสหรัฐ เพิ่ม 2.5% สินค้าไทยได้ยกเว้น 2,120 รายการ-เร่งเจรจา ART


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 ก.ค. 69) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีสหรัฐอเมริกาปรับอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศไทยตามมาตรา 301 ว่า รัฐบาลขอชี้แจงเพื่อให้ผู้ประกอบการและประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงตรงกัน โดยอัตราภาษีที่มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569 เป็นการปรับจากฐานเดิม 10% เป็น 12.5% หรือเพิ่มขึ้นสุทธิ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มใหม่อีก 12.5% ทั้งจำนวน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า อัตราภาษีดังกล่าวอยู่ในระดับเดียวกับประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยหลายประเทศ จึงประเมินว่าไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ประกาศดำเนินมาตรการตามมาตรา 301 ต่อประเทศและเขตเศรษฐกิจรวม 60 แห่ง โดยกำหนดอัตราภาษี 12.5% สำหรับประเทศที่ไม่เข้าเงื่อนไขได้รับอัตรา 10% พร้อมกำหนดข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภทตามความจำเป็นด้านวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน

จากการติดตามข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าสินค้าส่งออกของไทยกว่า 2,120 รายการได้รับยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว ครอบคลุมสินค้าสำคัญหลายประเภท อาทิ วงจรรวม ยางธรรมชาติ และแป้งมันสำปะหลัง โดยรายการสินค้าที่ได้รับยกเว้นคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อผู้ประกอบการแต่ละรายอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพิกัดศุลกากร ประเภทสินค้า ห่วงโซ่อุปทาน และเงื่อนไขการนำเข้าของสหรัฐฯ จึงไม่ควรตีความว่าสินค้าไทยทุกประเภทจะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลเข้าใจความกังวลของผู้ส่งออก โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี แต่ขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายสินค้า และไม่ตื่นตระหนกจากตัวเลขอัตราภาษีเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอัตราที่เพิ่มขึ้นจริงอยู่ที่ 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์จากฐานเดิม ขณะที่สินค้าไทยกว่า 2,120 รายการได้รับยกเว้น

สำหรับประเทศคู่แข่งสำคัญของไทย อาทิ จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ต่างถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% เช่นเดียวกัน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

รัฐบาลจะนำข้อมูลผลกระทบซึ่งจำแนกตามกลุ่มสินค้าและระดับความรุนแรงมาใช้กำหนดมาตรการช่วยเหลืออย่างตรงเป้าหมาย โดยจะไม่ใช้แนวทางเดียวกันกับผู้ประกอบการทุกกลุ่ม เนื่องจากแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างต้นทุน ตลาด และห่วงโซ่อุปทานแตกต่างกัน

ขณะเดียวกัน รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Agreement on Reciprocal Trade: ART กับสหรัฐฯ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว ควบคู่กับการประเมินผลกระทบและจัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสินค้าแต่ละกลุ่ม โดยยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่การเจรจาจะได้ข้อสรุป

นอกจากนี้ รัฐบาลยังติดตามการไต่สวนของสหรัฐฯ ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง หรือ Structural Excess Capacity ซึ่งครอบคลุมหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุปและอาจส่งผลต่อเงื่อนไขทางการค้าในระยะต่อไป โดย USTR เริ่มกระบวนการไต่สวนในประเด็นดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. 2569

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลด้านการผลิต การส่งออก และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อใช้ชี้แจงต่อฝ่ายสหรัฐฯ และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศบนพื้นฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลจะสื่อสารข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา โดยแยกให้ชัดเจนระหว่างมาตรการที่มีผลบังคับใช้แล้ว กับประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจาหรือกระบวนการไต่สวน พร้อมดูแลผู้ประกอบการตามระดับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

รัฐบาลจะไม่ประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ขณะเดียวกันจะไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินข้อเท็จจริง พร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ควบคู่กับการขยายตลาดทางเลือกและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย