นายกฯ เผยสรุปภารกิจเยือนออสเตรเลีย วิน-วิน 2 เด้ง ดึงลงทุน-เปิดทางทุนไทย ชี้นายกฯ ออสเตรเลียเข้าใจปมแอร์สาวขนยา

วันนี้ (19 สิงหาคม) เวลา 17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17–19 สิงหาคมว่า การเยือนครั้งนี้น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้เชิญชวนผู้ประกอบการออสเตรเลียในหลายภาคส่วนให้เข้าไปขยายกิจการในไทย โดยรัฐบาลได้นำเสนอนโยบาย ‘Thailand Fast Pass’ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งทำหน้าที่เป็น One Stop Service ในการอำนวยความสะดวกและขจัดอุปสรรคให้นักลงทุนต่างชาติในจุดเดียว

สิ่งที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย คือการขับเคลื่อนให้เกิดการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนและเจรจาต่อยอด จนนำไปสู่การร่วมลงทุน (Joint Venture) ในธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างบรรยากาศการค้าแบบ ‘วิน-วิน’ (Win-Win Situation) ที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

“ในวงหารือ หลายบริษัทพูดกับผมว่า เพิ่งตัดสินใจที่จะไปขยายกิจการลงทุนในประเทศไทย สุดท้ายเขาก็จะเลือกประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ การเยือนครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้พอใจ 2 เด้ง เพราะไม่เพียงแค่ดึงนักลงทุนเข้าไทย แต่ยังเป็นการเปิดทางให้นักลงทุนไทยไปเติบโตในออสเตรเลีย”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มทุนไทยรายใหญ่เข้าไปควบรวมและร่วมลงทุนมากมาย ทั้งในด้านพลังงาน เคมีภัณฑ์ และโรงแรม โดยเฉพาะบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) กลุ่มบริษัทของคนไทยที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียรวมมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านบาท ทำให้ออสเตรเลียมองคนไทยว่าเราไม่ใช่ประเทศเกษตรกรรมที่ทำไร่ไถนาอย่างเดียว แต่เป็นประเทศที่มีทุนระดับชาติ สามารถไปลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศได้

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ข้อกังวลของภาคเอกชนเรื่องระยะเวลาวีซ่าการทำงานของแรงงานไทยที่อาจจะสั้นเกินไป ซึ่งได้หารือกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและได้รับทราบปัญหา โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีแรงงานของทั้งสองประเทศรับไปหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว

“แรงงานไทยในสายตาต่างชาติที่เคยกังวลว่า มาแล้วจะไม่ยอมกลับประเทศไทย คนไทยวันนี้ เราไม่ได้มาเพื่อขายแรงงานถูก ๆ อีกต่อไป แต่เรามาพร้อมทักษะ ความถนัด ความรู้ และเทคโนโลยี”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตัวอย่างความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่เข้าไปทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Canva เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ศักยภาพและสมองขับเคลื่อนองค์กรชั้นนำได้อย่างโดดเด่น

สำหรับประเด็นคนไทยถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รัฐบาลนี้ประกาศเป็นศัตรูกับกระบวนการค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบ รัฐบาลไทยจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้เลยหากกระทำผิด และได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียโดยตรง พร้อมแจ้งอย่างชัดเจนว่า ขอให้ออสเตรเลียดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายออสเตรเลียได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยจะไม่เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใด ๆ

ขณะที่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียตอบกลับด้วยความเข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดส่วนบุคคล และไม่ได้ให้น้ำหนักจนกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียยังคงมองไทยเป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งที่ผ่านมา ทางการไทยได้แสดงผลงานกวาดล้างและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายเหล่านี้ไปแล้วกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังให้สัมภาษณ์ถึงโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเป็นวันแรกว่า โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มศักยภาพคนไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)ที่กำลังเปลี่ยนโลกการทำงานและการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้โครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่โครงการที่รัฐบาลชุดนี้เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการนำโครงการเดิมมาต่อยอด ปรับปรุง และยกระดับให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากขึ้น โดยรัฐบาลได้เพิ่มแพลตฟอร์มและช่องทางการใช้งาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือเอไอได้สะดวกขึ้น ลดข้อจำกัดที่เคยมี และเปิดโอกาสให้คนกลุ่มต่าง ๆ ใช้เทคโนโลยีได้จริง

อนุทิน กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาโครงการอาจล่าช้าไปประมาณ 1 เดือน เนื่องจากมีข้อวิจารณ์และต้องใช้เวลาเจรจาเพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ใช้งาน โดยนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ปรับปรุงเงื่อนไขและทีโออาร์ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แม้จะช้ากว่าแผนเดิมที่วางไว้ในเดือนก.ค. ซึ่งจุดสำคัญของโครงการนี้คือการเตรียมคนไทยให้พร้อมรับโลกใหม่ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการอัพสกิลและรีสกิลแรงงาน เพราะเอไอ ไม่ได้กระทบเฉพาะแรงงานใช้กำลัง แต่รวมถึงพนักงาน ลูกจ้าง และคนทำงานที่ใช้ความรู้หรือ แรงงานสมอง ซึ่งต้องมีเครื่องมือใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

เมื่อถามถึงกรณีที่มีเสียงวิจารณ์ว่าโครงการนี้อาจไม่มีประโยชน์ อนุทิน กล่าวว่า “ขอให้ดูจากจำนวนผู้ลงทะเบียนในวันแรก ซึ่งจะสะท้อนว่าประชาชนต้องการเข้าถึงเอไอมากเพียงใด หากโครงการไม่มีคุณค่า ก็คงไม่มีผู้สนใจลงทะเบียนจำนวนมาก ถ้าเป็นโครงการที่ไม่ดี เฮงกะบ๊วยเป็นโครงการที่ ไร้ประโยชน์ เอามาตอบสนองประโยชน์ทางการเมือง ถามว่ามีโครงการนี้ผมจะไปหาเสียงในพรรคผม เพิ่มได้สักกี่คะแนน” ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของ TH-AI Passport ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และ SME ซึ่งต้องการเครื่องมือที่มีความเสถียรและใช้งานได้จริง ต่างจากแอปพลิเคชันฟรีทั่วไปที่มักมีข้อจำกัดหรือโฆษณารบกวน หากคนไทยเข้าถึงเอไอได้มากขึ้น ก็จะเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ พัฒนาธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ

เมื่อถามต่อถึงกรณีทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แสดงความกังวลว่าเอไออาจเป็นภัยคุกคามต่อตลาดแรงงานไทยในอนาคต นายอนุทินกล่าวว่า คำถามนี้มีคำตอบอยู่ในตัว หากรัฐบาลไม่เร่งอัพสกิลและรีสกิลประชาชน ความกังวลดังกล่าวก็มีโอกาสเกิดขึ้นจริง

“TH-AI Passport คือคำตอบที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาลในการแก้ปัญหานี้ เราต้องการให้คนไทยเข้าถึงเอไอ ให้มากที่สุด ลดข้อจำกัด และเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ให้คนไทยได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่โลกมีอยู่” อนุทิน กล่าว

เมื่อถามต่อว่าหากฝ่ายค้านหยิบยกโครงการนี้ไปอภิปรายในสภา อนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมชี้แจงทุกขั้นตอน ยืนยันความโปร่งใส และมั่นใจว่านายไชยชนกจะสามารถอธิบายรายละเอียดของโครงการได้อย่างครบถ้วน หากมีการอภิปรายหรือซักถามในสภา