“ดาวโจนส์” ปิดลบ 184 จุด กังวลสหรัฐ-อิหร่านยืดเยื้อ จับตาดัชนี CPI ชี้ชะตาดอกเบี้ยเฟด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (11 ส.ค.) โดยภาพรวมตลาดยังคงปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และบั่นทอนเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 53,791.85 จุด ลดลง 184.13 จุด หรือ -0.34% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,728.20 จุด ลดลง 24.91 จุด หรือ -0.32% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,445.45 จุด ลดลง 159.91 จุด หรือ -0.60%
ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ยังคงสร้างแรงกดดันต่อตลาดอย่างหนัก ล่าสุดนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ ซอลกอดร์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ระบุว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดต่อไปตราบใดที่สหรัฐฯ ยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและยอมรับเงื่อนไขของอิหร่านในการยุติสงคราม โดยเงื่อนไขดังกล่าวรวมถึงการที่สหรัฐฯ ต้องยุติการข่มขู่และการรุกรานอิหร่าน ตลอดจนพันธมิตรในเลบานอน ปาเลสไตน์ เยเมน และอิรัก ตลอดจนต้องยกเลิกการปิดล้อม ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และปลดอายัดทรัพย์สินทั้งหมดของอิหร่าน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีความหวังน้อยลงที่ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดให้เรือสัญจรได้อีกครั้ง และยังส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวขึ้นกว่า 1% ในวันอังคาร ปัจจัยนี้ได้จุดชนวนความกังวลว่าทิศทางราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และอาจกดดันให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ต้องพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
สำหรับการซื้อขายในดัชนี S&P500 หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เผชิญแรงเทขายมากที่สุด โดยร่วงลง 2.1% และ 0.8% ตามลำดับ สวนทางกับหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด โดยดีดตัวขึ้น 1.1% และ 1.06% ตามลำดับ
ด้านความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัว บริษัท แอมะซอน หรือ Amazon ปรับตัวร่วงลง 2.1% และ บริษัท อัลฟาเบท หรือ Alphabet ดิ่งลง 3.8% ซึ่งกลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันดัชนี S&P500 และ Nasdaq ขณะที่ บริษัท สเปซเอ็กซ์ หรือ SpaceX ร่วงลงเกือบ 4%
ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มบริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้น นำโดย บริษัท อพอลโล โกลบอล แมเนจเมนท์ หรือ Apollo Global พุ่งขึ้น 6.2% และ บริษัท แบล็คสโตน หรือ Blackstone พุ่งขึ้นเกือบ 4% เนื่องจากบริษัทเหล่านี้เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่จับมือกับ บริษัท เอ็นวิเดีย หรือ Nvidia ในการจัดตั้งแพลตฟอร์มสนับสนุนทางการเงินด้านระบบประมวลผล เพื่อระดมทุนมูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน บริษัท จาบิล หรือ Jabil ผู้ประกอบธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.9% หลังจากที่นักวิเคราะห์ของ ธนาคารยูบีเอส หรือ UBS ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนในหุ้น Jabil จากระดับ “Neutral” ขึ้นเป็น “Buy” ด้าน บริษัท ออน หรือ On แบรนด์ชุดกีฬาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ราคาหุ้นดิ่งลง 20.3% หลังจาก On เปิดเผยยอดขายที่ต่ำกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
ในส่วนของข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ หรือ ADP เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8,250 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ ในช่วง 4 สัปดาห์ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NAR รายงานยอดขายบ้านมือสองประจำเดือน ก.ค. ลดลง 1.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ลงมาสู่ระดับ 4.06 ล้านยูนิต โดยได้รับผลกระทบโดยตรงจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการจำนองที่ปรับตัวสูงขึ้น
นักลงทุนยังคงจับตาการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของ เฟด โดยทางการสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือน ก.ค. ในวันนี้ (12 ส.ค.) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือน ก.ค. ในวันพรุ่งนี้ (13 ส.ค.)
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนี CPI เดือน ก.ค. จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งชะลอตัวลงหลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.5% ในเดือน มิ.ย. นอกจากนี้ ยังประเมินว่าดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 2.5% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอตัวลงจากระดับ 2.6% ในเดือน มิ.ย.