เปิดแผนรื้อระบบขนส่งสาธารณะ นำร่องตั๋วร่วม 17-45 บาท จ่อดันรถเมล์ EV 2,320 คัน พลิกโฉมการเดินทางคนกรุงเทพฯ
วันนี้(10 ตุลาคม) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ถึงความคืบหน้าการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยรัฐบาลเตรียมเดินหน้าระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งตั้งเป้าเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2570
หัวใจสำคัญของระบบตั๋วร่วมคือการกำหนดค่าแรกเข้าที่ 17 บาท และคิดค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อการเดินทางหนึ่งขา โดยผู้โดยสารที่ต้องเปลี่ยนสายรถไฟฟ้าจะไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ทั้งนี้ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะทำหน้าที่บริหารระบบส่วนกลาง ในขณะที่ธนาคารกรุงไทยจะเข้ามาดูแลระบบหลังบ้านและการคำนวณค่าโดยสารระหว่างผู้ให้บริการแต่ละราย
ระบบดังกล่าวจะรองรับการชำระเงินผ่านบัตรระบบ EMV ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้บัตรเครดิตหรือเดบิตที่รองรับแตะเข้าใช้บริการได้ทันที สำหรับความท้าทายหลักในขณะนี้คือการบูรณาการรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ปัจจุบันใช้ระบบบัตร Rabbit ซึ่งกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างการหารือเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบ EMV ให้ทันกำหนดเวลา เนื่องจากสายสีเขียวเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ทั้งสีม่วง สีน้ำเงิน และเส้นทางใหม่ในอนาคต
การกำหนดเพดานค่าโดยสารสูงสุดที่ 45 บาทต่อขา ถือเป็นมาตรการลดรายจ่ายโดยตรงสำหรับคนกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันต้องรับภาระค่าเดินทางเฉลี่ย 60-100 บาทต่อวัน กระทรวงคมนาคมประเมินว่าอัตราค่าโดยสารที่เข้าถึงง่ายขึ้น ผนวกกับความสะดวกในการเปลี่ยนสาย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ส่งผลดีต่อการลดความแออัดของปริมาณรถยนต์บนท้องถนน และบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศ
นอกจากการพัฒนาระบบรางแล้ว องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มีแผนปรับปรุงโครงข่ายรถโดยสารประจำทาง โดยเตรียมรับมอบรถเมล์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 2,320 คัน ภายในปี 2570 แบ่งเป็นการส่งมอบช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม จำนวน 1,520 คัน และช่วงปลายเดือนธันวาคมอีก 800 คัน พร้อมตั้งเป้าหมายเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถเมล์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ 100% ภายในสิ้นปี 2570
รถเมล์ EV รุ่นใหม่จะติดตั้งระบบปรับอากาศทั้งหมด พร้อมจัดเตรียมพื้นที่รองรับผู้ใช้วีลแชร์และทางลาดเพื่อความสะดวกในการเข้าถึง นอกจากนี้ยังมีการกำหนดโครงสร้างราคาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย โดยผู้สูงอายุ นักเรียน และนักศึกษา จะได้รับส่วนลดค่าโดยสาร 50% ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี สามารถใช้บริการได้ฟรี รวมถึงจะมีการปรับเส้นทางเดินรถใหม่ให้ทำหน้าที่เป็น Feeder รับส่งผู้โดยสารจากชุมชนเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า พร้อมกำหนดมาตรฐานความถี่ของรอบรถให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่
เป้าหมายสูงสุดของกระทรวงคมนาคมคือการเชื่อมโยงระบบการเดินทางรูปแบบ ‘น้ำ-ล้อ-ราง’ เข้าไว้ในระบบตั๋วร่วมเดียวกันอย่างสมบูรณ์ โดยในส่วนของการเดินทางทางน้ำ มีแผนพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) ให้แล้วเสร็จ 16 จาก 29 ท่า ภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2570 รวมทั้งจะนำระบบเรือโดยสารคลองแสนแสบเข้าสู่ระบบตั๋วร่วม เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางไร้รอยต่อให้เป็นรูปธรรม
ด้านความปลอดภัยทางถนน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมแผนแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟกับถนนในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน โดยมีแนวทางยกระดับทางรถไฟและสร้างทางลอดสำหรับรถยนต์ เพื่อลดอุบัติเหตุและความเสี่ยงจากจุดตัดระดับผิวทาง ซึ่งตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6-10 ปี
ในมิติของการขนส่งสินค้า กระทรวงคมนาคมวางทิศทางให้ระบบรางเป็นแกนหลักของโครงข่ายโลจิสติกส์ประเทศ โดยรถบรรทุกจะปรับบทบาทเป็น Feeder สำหรับการขนส่งระยะสั้นไม่เกิน 150 กิโลเมตร จากแหล่งผลิตเข้าสู่สถานีรถไฟ เพื่อกระจายสินค้าครอบคลุมทุกภูมิภาค ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และลดปริมาณรถบรรทุกหนักบนถนนสายหลักในระยะยาว