ตรวจการบ้านสำนักการศึกษา กทม. ตัดงบแท็บเล็ต 139 ล้าน จี้สอบปมจัดซื้ออาหารกลางวัน 436 โรงเรียน
การประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ในการพิจารณางบประมาณของสำนักการศึกษา ซึ่งดูแลนักเรียนในสังกัดกว่า 2.5 แสนคน ปรากฎ 4 ประเด็นหลักที่สะท้อนปัญหาระดับโครงสร้าง
- พับแผนแท็บเล็ต 139 ล้าน อ้างพิษสงครามตะวันออกกลาง
- จี้สอบจัดซื้ออาหารกลางวัน 436 โรงเรียน ใช้วิธี ‘เฉพาะเจาะจง
- ตั้งคำถามงบกิจกรรมเสริมทักษะ ซ้ำซ้อนและไร้ตัวชี้วัด
- งบดูแลเด็กไร้สัญชาติ 380 ล้านบาท กับระบบติดตามที่หายไป
พับแผนแท็บเล็ต 139 ล้าน อ้างพิษสงครามตะวันออกกลาง
ประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุดคือ มติของคณะอนุกรรมการงบประมาณที่สั่งตัดงบออกทั้งจำนวน วงเงิน 139.35 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาการเรียนรู้ดิจิทัล หรือโครงการเช่าคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) สำหรับครูและนักเรียน โดยฝ่ายบริหารได้ชี้แจงว่า สาเหตุที่การประกวดราคา (e-bidding) ล้มเหลว เป็นผลพวงมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ขาดแคลนและต้นทุนค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น จนเอกชนไม่สามารถสู้ราคากลางได้ นำมาสู่ความล่าช้าและต้องพับโครงการไปในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมงบฯ มองว่าเหตุผลดังกล่าวอาจเป็นเพียงข้ออ้างที่บดบังความล้มเหลวในการวางแผนและประเมินความเสี่ยงทางการตลาดของ กทม. เอง ซึ่งจะส่งผลให้ช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide) ของนักเรียนขยายตัวกว้างขึ้น
จี้สอบจัดซื้ออาหารกลางวัน 436 โรงเรียน ใช้วิธี ‘เฉพาะเจาะจง
เรื่องสุขภาวะพื้นฐานอย่างอาหารกลางวัน หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์คุณภาพอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน ที่ประชุมงบฯ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในระบบการจัดซื้อจัดจ้าง โดยพบว่ามีการใช้ช่องว่างทางกฎหมายตามหนังสือเวียน ว 116 เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขัน
ข้อมูลระบุว่า มีเพียง 1 โรงเรียนเท่านั้น (โรงเรียนบางนา) ที่ใช้วิธีเปิดประมูลทั่วไป (e-bidding) ในขณะที่อีก 436 โรงเรียนกลับใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นการเลือกจ้างผู้รับเหมาโดยตรง นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการผูกขาดและทำให้คุณภาพอาหารตกต่ำ นอกจากนี้ยังมีการท้วงติงถึงปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องน้ำโรงเรียนที่ชำรุด และการแก้ปัญหาพฤติกรรมผู้บริหารโรงเรียนที่ใช้วิธีเพียงแค่ย้ายมาช่วยราชการโดยไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอ
ตั้งคำถามงบกิจกรรมเสริมทักษะ ซ้ำซ้อนและไร้ตัวชี้วัด
โครงการสอนว่ายน้ำสำหรับนักเรียน ป.3 – ป.5 ที่ใช้งบประมาณ 800 บาทต่อหัว ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า เนื่องจากมีการเบิกงบซื้อชุดและอุปกรณ์ใหม่ทุกปีเมื่อเด็กเลื่อนชั้น โดยไม่มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ (KPI) ที่ชัดเจนว่าเด็กว่ายน้ำเป็นจริงหรือไม่
นอกจากนี้ กทม. มีสระว่ายน้ำในสังกัด 12 แห่ง แต่กลับต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อจ้างสระภายนอกและวิทยากรอิสระ ซึ่งพบว่ามีค่าใช้จ่ายสูงผิดปกติ เช่น งบสอน CPR สำหรับเด็ก ป.6 ที่มีมูลค่าสูงถึง 40,000 บาทต่อวัน และค่าวิทยากรสูงถึงชั่วโมงละ 2,400 บาท ที่ประชุมงบฯ จึงเสนอให้ กทม. หันมาสร้างศักยภาพบุคลากรภายใน (เช่น การอบรมครู) แทนการจ่ายเงินให้หน่วยงานภายนอกแบบปีต่อปี
งบดูแลเด็กไร้สัญชาติ 380 ล้านบาท กับระบบติดตามที่หายไป
การจัดสรรงบประมาณดูแลนักเรียนไร้สัญชาติจำนวน 26,563 คน (คิดเป็นร้อยละ 10.36 ของนักเรียนทั้งหมด) ซึ่งใช้งบประมาณรวมกว่า 380 ล้านบาทต่อปี (รัฐอุดหนุน 273 ล้านบาท และ กทม. สมทบ 106 ล้านบาท)
แม้จะเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม แต่ที่ประชุมงบฯ ได้ท้วงติงถึงการขาดระบบติดตามผล (Tracking System) ทำให้ไม่ทราบว่าเยาวชนเหล่านี้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศอย่างไรเมื่อสำเร็จการศึกษา ประกอบกับความแออัดในบางโรงเรียนที่เริ่มส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ปกครอง กทม. จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการสวัสดิภาพของคนในพื้นที่ควบคู่ไปกับภารกิจด้านมนุษยธรรม
การพิจารณางบประมาณของสำนักการศึกษาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาหลักอาจไม่ใช่การขาดแคลนงบประมาณ แต่คือการขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและความโปร่งใสในระดับปฏิบัติการ ที่ประชุมงบฯ เน้นย้ำให้ กทม. เร่งสังคายนาระบบจัดซื้อจัดจ้าง และสร้างระบบติดตามตรวจสอบที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง เพื่อให้เงินภาษีถูกนำไปใช้ยกระดับความเท่าเทียมในห้องเรียน และไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลังรอยปริร้าวของระบบราชการอีกต่อไป
ABOUT THE PHOTOGRAPHER
ฐานิส สุดโต
บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD