"อี้ แทนคุณ" พร้อม สว.สำรองบุก กกต.จี้ฟัน 138 สว.โพยฮั้ว-แฮกระบบ เตือนละเว้นเจอคุก 10 ปี

  1. หน้าหลัก 
  2. การเมือง 
  3. ข่าวการเมือง 

"อี้ แทนคุณ" พร้อม สว.สำรองบุก กกต.จี้ฟัน 138 สว.โพยฮั้ว-แฮกระบบ เตือนละเว้นเจอคุก 10 ปี

เผยแพร่: 24 ก.ค. 2569 13:40   ปรับปรุง: 24 ก.ค. 2569 13:40   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"สว.สำรอง-อี้ แทนคุณ" บุก กกต.จี้ฟัน 138 สว. โพยฮั้ว-แฮกระบบ! เตือนละเว้นเจอคุก 10 ปี จี้ ‘ฐิติเชฏฐ์’ ถอนตัว ชี้พฤติกรรมผู้มีบารมีส่อ ‘ล้มล้างการปกครอง’ กังขา กกต. ถดถอยสอบทุจริต หวั่นมีมือมองไม่เห็นยื้อเวลา-แทรกแซง ด้าน "ทนายอั๋น" ฉะ กกต. ขู่ฟ้องปิดปาก ปชช.คดีฮั้ว สว. อัดเก่งแต่กับชาวบ้านแต่ยอมเป็น "แมวเชื่อง" ให้ขั้วอำนาจ ท้าฟ้องตนคนแรก พร้อมขู่ขนหลักฐานลุยศาลอาญาทุจริตฯ จ่อเปิดชื่อตัวการใหญ่สายโอนเงินสัปดาห์หน้า

วันนี้( 24 ก.ค.) พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว นำคณะกลุ่ม สว.สำรอง ผู้สมัคร สว. และประชาชนผู้รักความเป็นธรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ กกต. เพื่อเรียกร้องให้เร่งรัดพิจารณาคดีทุจริตการเลือกตั้ง สว. อย่างสุจริตและเที่ยงธรรม พร้อมส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิการเลือก (ใบแดง) พร้อมเปิดหลักฐานซัด 138 สว. "ผลผลิตการทุจริต"ขอให้เพิกถอนเหมือนการทุจิรตโกงข้อสอบ

โดย พล.ต.ท.คำรบ เปิดเผยว่า สังคมและประชาชนรับรู้ชัดเจนแล้วว่ามีการทุจริตเลือก สว. เกิดขึ้น โดยพบพฤติการณ์ส่อทุจริตเชื่อมโยงกับ "โพยฮั้ว" ซึ่ง สว. ทั้ง 138 คน มีรายชื่อปรากฏอยู่ในโพย 140 หมายเลขที่มีการจัดทำและดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ จึงถือเป็น ผลผลิตของการทุจริต ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือก สว. พ.ศ. 2561 มาตรา 62 ระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กกต. ต้องเสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิทันที ขนาดทุจริตโกงข้อสอบท้องถิ่นมีคนสอบเข้ามาถูกต้องก็ยังต้องถูกเพิกถอนกว่า 5 พันคน เพราะกระบวนการสอบมันไม่ชอบ เช่นเดียวกันกระบวนการเลือกสว.ที่ไม่ชอบ กกต.ก็ต้องส่งศาลให้เพิกถอนได้ทั้ง 138 คน ซึ่งพยานหลักฐานขณะนี้มีผู้ถูกกล่าวหาสูงถึง 229 คน ใน 7 ข้อหาหนัก ทั้งจ้างสมัคร จัดเลี้ยง และจ่ายเงินโหวตเตอร์ มีพยานบุคคลกว่า 700 ปาก รวมถึงหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และเส้นทางการเงิน คาดว่าจะมีผู้ถูกดำเนินคดีอาญาไม่น้อยกว่า 20–30 คน โดยพบกรรมการบริหารพรรคการเมืองประมาณ 22 คน เข้ามาแทรกแซง " พล.ต.ท.คำรบ กล่าว


นอกจากนี้ พล.ต.ท.คำรบ ยังได้แสดงความกังวลต่อความเป็นกลางของ กกต. โดยชี้ว่า กกต. 4 คน ได้รับการคัดเลือกมาจากชุด สว. ที่กำลังถูกร้องเรียน และอีก 1 คน คือ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.ที่ กำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงาน (ผู้ว่าฯ สตง.) จึงขอเรียกร้องให้นายฐิติเชฏฐ์ สละสิทธิ์จากการร่วมวินิจฉัยคดีนี้ เพื่อป้องกันกระแสข่าวลือเรื่องมติ 5 ต่อ 2 ที่อาจนำไปสู่การยกคำร้องและปล่อยตัวผู้กระทำผิด พร้อมกันนี้ ขอเตือนไปยัง กกต. และเจ้าหน้าที่ว่า ตาม พ.ร.ป. สว. มาตรา 32 หากละเว้นหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี และตาม พ.ร.ป. ว่าด้วย กกต. มีโทษจำคุก 5 ปี จึงขอให้ กกต. ทั้ง 7 ท่าน คำนึงถึงเกียรติยศและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล

ขณะเดียวกัน นายแทนคุณ จิตต์อิสระ พร้อมตัวแทนภาคประชาชน ได้ร่วมแถลงข่าวแฉเพิ่มเติมถึงพฤติการณ์ และจัดตั้งกลไกการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต ว่า เป็นการทุจริตเชิงระบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยได้รวบรวมหลักฐานเชิงลึกย้อนหลังเกี่ยวกับการลงคะแนนทั้งหมดเตรียมส่งให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมขยายผล


ทั้งนี้ ทั้ง พล.ต.ท.คำรบ และ นายแทนคุณ ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยัง ผู้มีบารมี ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลและจังหวัดบุรีรัมย์ ที่พยายามเข้ามาแทรกแซงหรือกดดันการทำงานของ กกต. ทั้งทางตรงและทางอ้อม ว่าการกระทำดังกล่าวส่อเค้าร้ายแรงถึงขั้น การล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากยังไม่หยุดพฤติกรรม จะมีกลุ่มนักกฎหมายและประชาชนนำเรื่องไปดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุดอย่างแน่นอน

ด้านพ.อ.ไพบูลย์ พัสดร ในนามตัวแทนกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรองและประชาชนผู้รักความเป็นธรรม ออกแถลงการณ์ โดยระบุว่า เกิดการทุจริตครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน พร้อมตั้งคำถามถึงความเที่ยงธรรมในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปัจจุบันมีพยานบุคคลซึ่งเคยอยู่ในขบวนการ ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงถึงพฤติกรรมการทุจริตที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ รวมถึงผู้บริหารประเทศบางรายในปัจจุบัน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวมีลักษณะเข้าข่ายการปฏิวัติรัฐประหารเพื่อปล้นอำนาจนิติบัญญัติไปจากประชาชน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวางว่าเป็นการ กินรวบประเทศไทย

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังได้พุ่งเป้าไปที่การทำงานของ กกต. ในช่วงโค้งสุดท้ายของการพิจารณาคำร้องคัดค้านก่อนส่งเรื่องให้ศาลฎีกา โดยตั้งข้อสังเกตในหลายประเด็น ได้แก่ ผลประโยชน์ทับซ้อน กกต. 4 ใน 7 คน ได้รับความเห็นชอบมาจากชุด สว. ที่กำลังถูกร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส ข้อสงสัยเรื่องการประวิงเวลา จนสังคมเกิดความแคลงใจว่ามีความพยายามชะลอขั้นตอน เพื่อเปิดทางให้ สว. ชุดดังกล่าวได้เลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระก่อน การตั้งคณะอนุวินิจฉัยซ้ำซ้อน ซึ่งมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยคณะที่ 36 ขึ้นมา ทั้งที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว จึงมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใส และส่งผลให้ผลการวินิจฉัยขัดแย้งกับพยานหลักฐานที่มีอยู่


ช่วงท้ายของแถลงการณ์ พ.อ.ไพบูลย์ ได้เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจและผู้อยู่เบื้องหลัง ยุติการใช้อิทธิพลและแทรกแซงการทำงานของ กกต. เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมือง พร้อมปล่อยให้องค์กรอิสระปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นธรรมและเคร่งครัดตามกฎหมาย

"หากท่านละเว้นการแทรกแซงและปล่อยให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างอิสระ ขอให้ท่านและคณะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่หากยังคงใช้อิทธิพลกดดันไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ขอให้การทำงานของท่านพบแต่ปัญหาอุปสรรค และขอให้ชีวิตส่วนตัวมีแต่ความวิบัติในทุกด้านตลอดไป" พ.อ.ไพบูลย์ กล่าว


ด้าน นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋นบุรีรัมย์ กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้มาเพราะเรื่องสว. ที่กลับมาเป็นที่สนใจของประชาชน เนื่องจากเราทำเรื่องนี้มา 3 ปีแล้ว แต่มาเพราะวันนี้ กกต.กลับมาขู่ฟ้องดำเนินคดีกับประชาชนที่เปิดเผยข้อมูล หรือทำให้หลักฐานคดีฮั้วสว.หลุดออกไป ซึ่งถ้าจะฟ้องขอให้ฟ้องทนายอั๋น และอยากให้กกต.มีกลไกคุ้มครองพยาน โดยยกเปรียบเทียบกับการทำหน้าที่ของกกต.เกาหลีใต้ ที่เวลานี้ในประเทศของเขาก็พบการทุจริตการเลือกตั้งคล้ายกับประเทศไทย เอาข้อมูลเมื่อประชาชนของเขาเอาข้อมูลไปให้กับกกต.สิ่งแรกที่กกต.เกาหลีใต้ทำคือคุ้มครองพยาน และดำเนินคดี กับเจ้าหน้าที่ที่ถูกประชาชนกล่าวหาว่าทำผิด จำคุก 5 ปี กลับถูกสุด 50 ล้านวอน แต่ที่เมืองไทยนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.กลับออกมาขู่จะดำเนินคดีประชาชน หรือเรามาขอพบช่วง 3 ปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้พบ ถ้ากกตทำอะไรตรงไปตรงมาประชาชนคงไม่ออกมาเคลื่อนไหว

แต่เราพบความผิดปกติตั้งแต่การตั้งบุคคลเข้าไปเป็นกรรมการสอบว่าเคยเป็นบุคคลที่เข้าไปต้อนรับคำนับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สนามบินในจังหวัดบุรีรัมย์ วันนี้ก็มีข่าวหลุดออกมาว่าจะมีมติมาถึงจุดว่ามีมติ 4-3 บ้าง 5-2 บ้างว่าจะยกคำร้อง จึงทำให้เกิดความไม่ไว้ใจ จึงเห็นว่ากกต.วันนี้เดินทางออกจากผลประโยชน์ของประชาชนเดิน เดินออกจากคำว่าสุจริตจะเที่ยงธรรมซึ่งเป็นคำขวัญที่ตัวเองตั้ง


นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้มีการพูดกันว่าก่อนการเลือกสว. กกต.เอาระเบียบวิธีการให้ได้มาซึ่งสว.ไปให้คนที่เขากระโดงทราบล่วงหน้าจนนำสามารถสู่การที่ลูกเทพสามารถคิดประดิษฐ์ สูตรการฮั้วจนสำเร็จ ส่วนข้อมูลที่ iLaw ออกมาเปิดเผยว่ามี 9 นักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องก็ยังไม่หมด

"วันนี้อย่ามาเที่ยวเห่ากับประชาชน กับกลุ่มสว.สำรองอย่างกับหมาว้อ หมาบ้า แต่กลับกลุ่มกระบวนการฮั้วสว.อย่างกับแมวเชื่องๆรับใช้เขาเราไม่ยอม สถานการณ์ในช่วงนี้ผมมองว่าเป็นช่วงสุดท้ายแล้ว ที่จะเห็นเรามาต่อสู้เรื่องนี้ที่กกต.ต่อไปคงจะได้เจอกันที่ศาลอาญาทุจริต"

เมื่อถามว่าไม่กลัวถูกนายกฯฟ้องเหมือนที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ถูกฟ้องหรือ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า คนเคยถูกนายอนุทิน ฟ้องครั้งหนึ่ง ซึ่งตนเตรียมตัวจากบุรีรัมย์เพื่อไปสู้ในวันไต่สวนมูลฟ้อง แต่นายอนุทิน กลับถอนฟ้องตนเฉย ไม่ได้มีเหตุผลอะไร ถ้าครั้งนี้จะฟ้องตนไม่ว่าอะไร เพราะที่เราออกมาไม่ได้มีผลประโยชน์รับจ้างใครมา เรื่องที่มาพูดเป็นความจริงทั้งนั้น อย่างไรที่นายยิ่งชีพเอามาเปิดเผยไม่จริงอย่างไร หรือที่บอกว่ามีเจ้าหน้าที่กกต. ที่ตอนนั้นยังไม่ถูกไล่ออกโอนเงินให้นางสุขสำรวย วันทนีย์กุล ไม่ถูกต้องอย่างไร และสัปดาห์หน้าตนจะมาเปิดข้อมูลว่าคนที่โอนเงินให้เจ้าหน้าที่กกต. และโอนเงินให้เครือข่ายสุราษฎร์ธานี เอาเงินมาจากไหน มันเป็นช่วงสุดท้ายที่เราจะเปิดข้อมูลแบบสุดๆเปิดชื่อกันไปเลย