"ปกรณ์" ชี้ใกล้เคาะเกณฑ์ ขรก.เออร์ลีฯ จ่อได้ค่าตอบแทนมากกว่า 12 เท่า
วันนี้ (11 ต.ค.2569) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงความคืบการดำเนินโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) ของข้าราชการพลเรือนสามัญ ว่า ขณะนี้รอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียด ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเหลือข้อสรุปเพียงประเด็นเดียวคือ เรื่องค่าตอบแทน ควรให้กี่เท่า เพราะมองว่าอยากให้ได้มากกว่า 12 เท่า ส่วนจะได้เท่าไหร่นั้นต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสรุปหลักเกณฑ์อีกครั้ง
ส่วนกลุ่มผู้เข้าเกณฑ์ เบื้องต้นจะเริ่มที่อายุ 50 ปีขี้นไป แต่หากผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไปสนใจเข้าร่วม ต้องมีเหตุจำเป็น เช่น ลาออกเพื่อไปดูแลบิดามารดา หรือมีอาการป่วย โดยหัวหน้าหน่วยงานจะเป็นผู้พิจารณา
ทั้งนี้ คาดว่ามาตรการนี้จะสามารถดำเนินการได้ภายในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งตั้งเป้าว่าจะสามารถลดอัตราจำนวนลงได้ 5% ต่อปี จากจำนวนข้าราชการทั้งหมด โดยเฟสแรกตั้งเป้าไว้ที่ 5% ใช้งบประมาณ 7,000 ล้านบาท เบื้องต้นอาจใช้งบกลาง จากนั้นปีถัดไปเชื่อว่างบประมาณในการดำเนินโครงการจะลดลงเรื่อยๆ
ส่วนกรณีการบริหารทรัพยากรบุคคล หลังมีประกาศยุบเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ครม.มีมติให้โอนบุคลากร 48 คน ไปสังกัดภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) สำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีภารกิจใกล้เคียงกัน โดยจะดำเนินงานในหน่วยการบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) เพื่อทำภารกิจทำแผนที่ การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ (One Map) ซึ่งหากเสร็จสมบูรณ์ ครม.จะให้ความเห็นชอบ ก่อนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้แผนที่ท้ายกฎหมายลำดับรอง ภายในไม่เกิน 90 วัน เพราะผ่านมาเป็น 10 ปี One Map ก็ยังไม่สำเร็จ
นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงการลดหน่วยงานรัฐซ้ำซ้อนตามภูมิภาค ว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) อยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งการดำเนินการจะต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะมีผลกระทบด้านอัตรากำลังและภารกิจ แต่ยืนยันว่าจะต้องดำเนินการและเป็นแผนระยะยาว
ส่วนความคืบหน้ามาตรการชะลอลดขนาดอัตรากำลัง เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด (MSF) ได้เร่งรัดการเชื่อมโยงข้อมูล หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการเชื่อมโยงข้อมูลเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ และให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม การรุกล้ำที่ดิน การทุจริตของเจ้าหน้าที่ เพราะแต่ละประเด็นมีหลายมิติ จะทำให้การช่วยเหลือประชาชนกระจายและมีฐานข้อมูลตรงกัน ทำให้ทุกหน่วยสามารถใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด และง่ายต่อประชาชนเพื่อขอรับบริการรัฐ
ทั้งนี้ นายปกรณ์ เปิดเผยอีกว่า ในช่วง 6 เดือนที่เข้ามารับตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ถือว่าได้ทำตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องกฎหมายครบทุกหัวข้อแล้ว
อ่านข่าว :
11 ต.ค.เปิดหีบเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม" ประชาชนเริ่มทยอยใช้สิทธิ
ทยอยลดระบายน้ำ "เขื่อนเจ้าพระยา" เหลือ 2,000 ลบ.ม./วินาที
ไทยพีบีเอส ตั้งคำถาม สตง. กระบวนการทำงานเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่