สถานีคิดเลขที่ 12 | 20ปีรัฐประหาร19กันยาฯ โดย ปราปต์ บุนปาน

นับถึงปัจจุบัน “รัฐประหาร 19 กันยายน 2549” ก็มีอายุครบ 20 ปีแล้ว

ด้านหนึ่ง คล้ายกาลเวลาจะเดินทางไปอย่างรวดเร็ว

แต่อีกด้านหนึ่ง รัฐประหาร 19 กันยาฯ ที่ถูก “ซ่อมเสริม” ด้วย “รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557” ก็มีส่วนกักขังเหนี่ยวรั้งพวกเราเอาไว้ จนไปไหนได้ไม่ไกล ทั้งทางด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ

ถือเป็นการทำลายศักยภาพของคนไทยและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลงอย่างมหาศาล จนมิอาจประเมินค่าได้

มีบางเรื่องที่รัฐประหารเมื่อปลายทศวรรษ 2540 ร่วมด้วยรัฐประหารท้ายทศวรรษ 2550 ทำสำเร็จ

เด่นชัดที่สุด คือ การเซาะกร่อนบ่อนทำลายพรรคการเมืองและเกียรติยศศักดิ์ศรีของนักการเมืองในระบบเลือกตั้งลงอย่างราบคาบ

คณะรัฐประหารสองชุดและมือไม้ของพวกเขาบรรจงออกแบบกฎกติกา ที่ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นเพียง “รัฐบาลในเสื้อคลุมประชาธิปไตยหลอกๆ” หรือเป็นเพียง “รัฐบาลแต่ในนาม” ทำให้ผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ที่ควรเป็นตัวแทนของประชาชน กลายเป็นเพียงจำนวนมือในสภา ตัวตลกนักประท้วง หรือลิง-งูที่ซื้อได้ด้วยเงิน

โดยทั้งหมดต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของ (หรือเป็นหุ้นส่วนอำนาจกับ) องค์กรอิสระ และต้องสยบยอมต่อรัฐราชการมากขึ้น

นี่คือดอกผลอันเป็นพิษจากรัฐประหารสองครั้ง ที่ขยายกิ่งก้านสาขาและหยั่งรากลึกแทรกซึมสังคมการเมืองไทย จนแทบไม่เหลือ “ที่ว่าง” ให้แก่ “ความเป็นไปได้อื่นๆ”

หากบอกว่านี่เป็น “ความสำเร็จ” ของคณะรัฐประหาร ก็คงต้องมีข้อความขยายต่อท้ายว่า ความสำเร็จดังกล่าวนั้นวางพื้นฐานอยู่บนการแช่แข็งบอนไซประเทศชาติและระบอบประชาธิปไตย

ถ้าถามว่าคณะรัฐประหาร 19 กันยาฯ (รวมทั้งคณะรัฐประหาร 22 พฤษภาฯ) ทำอะไรล้มเหลวบ้างหรือไม่?

ตัวอย่างชัดๆ ก็คือ พวกเขามีส่วนผลักดันกระตุ้นเร้าให้ประชาชนแตกแยกกันมาถึงปัจจุบัน แม้ในบัดนี้ รูปลักษณ์ความขัดแย้งจะเปลี่ยนสี เปลี่ยนคู่กรณี ข้ามขั้วอุดมการณ์ไปบ้าง แต่ยากจะปฏิเสธว่า การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในหมู่ประชาชนนั้นเริ่มต้นก่อตัวขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา

อีกหนึ่งคำถามใหญ่ที่น่าสนใจ ก็คือ ยังมี “ปัญหาใหญ่” อะไรอีกหรือไม่ ที่ “ฝ่ายอนุรักษนิยม-ผู้ครองอำนาจรัฐ” นั้น “แก้ไม่ตก” มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 จนถึงเดือนกันยายน 2569?

โดยส่วนตัว ยังรู้สึกสงสัยว่า ปรากฏการณ์ที่ “ฝ่ายขวา-อนุรักษนิยม” ออกมาตรวจสอบทัดทานกันเองในตอนนี้ ผ่านข้อถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญ 2560 และกระบวนการได้มาซึ่ง “ส.ว.สีน้ำเงิน” เพื่อนำไปสู่การแสวงหาระบอบการปกครองและวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีทางการเมืองที่ “ดีงาม” กว่าปัจจุบัน

อาจเป็นอีกหนึ่ง “ปัญหาข้อใหญ่” ซึ่งตกค้างมาจากเมื่อสองทศวรรษที่แล้ว

ถ้าหากตัดปัจจัยที่สลับซับซ้อนทางการเมืองไทยในทศวรรษ 2560 ทิ้งออกไปให้หมด แล้วสมมุติว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยไม่มีพรรคส้ม ไม่มีม็อบเยาวชน ไม่มีการข้ามขั้วของพรรคเพื่อไทย ไม่มีพรรคภูมิใจไทยเวอร์ชั่นสหพันธ์บ้านใหญ่และเป็นสีน้ำเงินแท้ ไม่มีการโหวตอนุทินของพรรคประชาชน

(ทั้งนี้ คงยากที่จะตัดปัจจัยเรื่องการรวมตัวของ “คนเสื้อแดง” ตลอดจนรัฐประหาร 2557 และการก่อตัวของ “ระบอบประยุทธ์” ทิ้งไป เพราะนั่นคือผลลัพธ์หรือปฏิกิริยาโต้ตอบโดยตรงต่อรัฐประหาร 19 กันยาฯ)

ก็ยังมีแนวโน้มสูงมาก ที่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป 20 ปี “ฝ่ายอนุรักษนิยมไทย” จะต้องหวนมาถกเถียงหรือสร้างวิวาทะกับพวกเดียวกันเอง ในประเด็นหลักๆ ว่าด้วยคุณธรรมความสามารถที่ผู้ปกครองพึงมี วิถีการครองอำนาจนำและการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองอย่างยั่งยืน รวมถึงลักษณะของรัฐและสังคมไทยในอุดมคติ

นี่คือสิ่งที่พวกเขาพูดคุยและออกแบบ “อนาคต” กันไม่เสร็จตั้งแต่เมื่อสองทศวรรษก่อน และมาถึงวันนี้ พวกเขาอาจกำลังต้องย้อนกลับไปตั้งต้นกันตรง “โจทย์เดิม” ใหม่อีกหน