ช่องแคบบับเอลมันเดบ จุดคอขวด 12% การค้าโลกเสี่ยงชะงัก กระทบราคาทองคำ

จับตา ‘บับเอลมันเดบ’ จุดเสี่ยงใหม่ของการค้าโลก ฮั่วเซ่งเฮงระบุ หากเส้นทางเดินเรือหยุดชะงัก หนุนเงินเฟ้อขยายตัวและทิศทางดอกเบี้ยเตรียมรับแรงกดดัน ทองโลกอาจสะดุด

  • ความตึงเครียดในทะเลแดงอาจดันเงินเฟ้อและกดดันให้เฟดคงดอกเบี้ยระดับสูง
  • ราคาทองคำโลกมีแนวรับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 63,800 บาทต่อบาททองคำ
  • รู้จัก ‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญคิดเป็น 12% ของการค้าโลก

หลังจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ทั่วโลกจับตาช่องแคบฮอร์มุซในฐานะเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญ ล่าสุด ความสนใจของตลาดเริ่มหันมายัง ‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ มากขึ้น หลังเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีของกลุ่มฮูตี จนเกิดความกังวลว่าหากการเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้หยุดชะงัก ผลกระทบอาจลุกลามไปไกลกว่าตลาดพลังงาน และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกในวงกว้าง

ความตึงเครียดในทะเลแดงอาจดันเงินเฟ้อและกดดันให้เฟดคงดอกเบี้ยระดับสูง

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า หากสถานการณ์ในทะเลแดงยืดเยื้อ ความเสี่ยงดังกล่าวอาจผลักดันราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งให้สูงขึ้น ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และอาจทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งรวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น

สำหรับตลาดทองคำความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาทองคำอาจไม่ได้มีแต่ปัจจัยบวกเพียงด้านเดียว เพราะหากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบอัตราเงินเฟ้อ จะส่งผลให้เฟดต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และอาจเป็นปัจจัยกดดันการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ

ฮั่วเซ่งเฮง มองว่าประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามไม่ใช่เพียงความเสี่ยงที่ช่องแคบบับเอลมันเดบจะถูกปิดหรือไม่ แต่เป็นระยะเวลาที่สถานการณ์จะยืดเยื้อ เนื่องจากยิ่งความตึงเครียดยืดเยื้อเท่าใด ต้นทุนการขนส่ง ราคาพลังงาน และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มเพิ่มมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ในระยะสั้น ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจช่วยหนุนความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อส่งผลให้เฟดชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หรือคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป ก็อาจเป็นปัจจัยที่จำกัดการปรับขึ้นของราคาทองคำในระยะถัดไป

ราคาทองคำโลกมีแนวรับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 63,800 บาทต่อบาททองคำ

ด้านภาพทางเทคนิคราคาทองคำโลกเริ่มฟื้นตัวหลังตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน และได้ตอบรับแนวโน้มที่เฟดอาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไปพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวในรอบนี้อาจยังเป็นเพียงการฟื้นตัวทางเทคนิค หลังราคาลงทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ประมาณ 63,800 บาทต่อบาททองคำ) โดยประเมินว่าแนวต้านสำคัญยังอยู่ที่บริเวณ 4,200 – 4,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 65,000 – 65,800 บาทต่อบาททองคำ

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่านักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ในทะเลแดงควบคู่กับทิศทางราคาน้ำมัน Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ และท่าทีของเฟดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะสามารถผลักดันราคาทองคำได้มากเพียงใด หรือจะถูกหักล้างด้วยแรงกดดันจากเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง

สำหรับความเคลื่อนไหวราคาทองคำในประเทศไทยวันนี้ (31 ก.ค.) ราคาทองคำแท่ง รับซื้อที่ 64,300 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 64,500 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทางคำรูปพรรณ รับซื้อที่ 63,020 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 65,300 บาทต่อบาททองคำ

รู้จัก ‘ช่องแคบบับเอลมันเดบ’ เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญคิดเป็น 12% ของการค้าโลก

ทั้งนี้ ช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab el-Mandeb Strait) เป็นเส้นทางเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย ทะเลแดง และคลองสุเอซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดคอขวดทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก ปัจจุบันสินค้าประมาณ 12% ของการค้าโลก และราวหนึ่งในสี่ของการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทั่วโลกต้องอาศัยเส้นทางนี้ ขณะที่น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากตะวันออกกลางจำนวนมากก็ใช้เส้นทางเดียวกันในการส่งออกไปยังยุโรปและบางส่วนของเอเชีย

หากการเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้ถูกจำกัดหรือหยุดชะงักลงเรือสินค้าจำนวนมากอาจต้องเปลี่ยนเส้นทาง ไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปแทน ส่งผลให้ระยะเวลาเดินเรือยาวนานขึ้น รวมถึงต้นทุนเชื้อเพลิง ค่าระวางเรือ และค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเลจะปรับตัวสูงขึ้นตามด้วย ขณะเดียวกัน ความล่าช้าในการขนส่งอาจส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลก

บทเรียนที่สะท้อนผลกระทบดังกล่าวได้ชัดเจน คือเหตุการณ์ที่เรือ Ever Given เกยตื้นขวางคลองสุเอซในปี 2564 แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะใช้เวลาเพียง 6 วัน ในการแก้ไขสถานการณ์ แต่กลับทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงักและต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือสำคัญเพียงแห่งเดียว ก็สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้างได้

ภาพ: istanblue78 / Shutterstock

ABOUT THE AUTHOR

THE STANDARD WEALTH

สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD