“ทองนิวยอร์ก” ปิดร่วง 110.20 เหรียญ รับแรงกดดันน้ำมันพุ่ง หวั่นเฟดคุมเข้มดอกเบี้ย


สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 2% ในวันพฤหัสบดี (22 ต.ค.) โดยราคาทะยานขึ้นเหนือระดับ 99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังจัดทำแผนเตรียมกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย. ประกอบกับความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียที่เพิ่มสูงขึ้นจากการโจมตีของกลุ่มฮูตี

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 2.32 ดอลลาร์ หรือ 2.39% ปิดที่ 99.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 4.35 ดอลลาร์ หรือ 4% ปิดที่ 113.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันทั้งสองตลาดปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน

แรงหนุนสำคัญมาจากรายงานที่ระบุว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังพิจารณาเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย. ขณะเดียวกัน การโจมตีเป้าหมายในซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มฮูตี ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่าน ได้เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของอุปทานพลังงานในภูมิภาค

ความวิตกกังวลยิ่งเพิ่มขึ้นหลังสหรัฐฯ มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่การทูตที่ไม่มีภารกิจฉุกเฉินและครอบครัวเดินทางออกจากซาอุดีอาระเบีย โดยทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า คำสั่งดังกล่าวมีผลเฉพาะในซาอุดีอาระเบีย พร้อมให้เหตุผลว่ากลุ่มฮูตีเพิ่มการโจมตีเป้าหมายพลเรือนมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ การโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงฟาฮัดในเมืองดัมมามส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และบาดเจ็บ 8 ราย ขณะที่การโจมตีด้วยโดรนต่อคลังน้ำมันชัยบาห์ของบริษัทซาอุดีอารัมโก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอพยพสมาชิกครอบครัวของเจ้าหน้าที่สถานทูตและคณะผู้แทนทางการทูตในประเทศอื่น ๆ ของภูมิภาคด้วย ขณะที่หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลได้จัดทำแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับการโจมตีอิหร่านอีกครั้งหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. โดยแผนดังกล่าวมุ่งเน้นปฏิบัติการทางทหารระยะสั้นแต่มีความรุนแรง และกำลังมีความคืบหน้า

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้ระเบิด GBU-43/B Massive Ordnance Air Blast (MOAB) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มารดาแห่งระเบิดทั้งปวง” (Mother of All Bombs) ในการโจมตีอิหร่าน

รายงานยังระบุว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เพิ่มความเข้มข้นในการฝึกซ้อมทางทหาร รวมถึงส่งเครื่องบินรบบินเหนือน่านฟ้าอิรักเพื่อฝึกซ้อมยุทธวิธีการโจมตี ขณะเดียวกัน พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนอิสราเอลโดยไม่ประกาศล่วงหน้าในสัปดาห์นี้ และเข้าพบเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านอีกครั้ง

สำหรับเป้าหมายที่อาจถูกโจมตี หากสหรัฐฯ และอิสราเอลกลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหาร ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โรงงานนิวเคลียร์ รวมถึงคลังขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน

ด้านโมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เตือนว่า ตลาดพลังงานโลกอาจเผชิญความผันผวนต่อเนื่องอีก 3 ปี หากสหรัฐฯ ยังคงดำเนินนโยบายกดดันอิหร่าน โดยระบุว่า การปล่อยให้สถานการณ์ในปัจจุบันดำเนินต่อไปจะส่งผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ และทำให้ตลาดพลังงานไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะสงบได้ตลอดช่วง 3 ปีข้างหน้า

เรซาอีกล่าวเพิ่มเติมว่า หากอิหร่านถูกบังคับให้เข้าสู่สงครามอีกครั้ง ประเทศยังมีศักยภาพในการใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีทรัพย์สินและฐานที่มั่นของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาค พร้อมเตือนว่าเป้าหมายการโจมตีอาจขยายไปถึงสายเคเบิล ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

นอกจากนี้ อิหร่านยืนยันว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาเดินเรือได้ตามปกติ และจะไม่กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา เว้นแต่สหรัฐฯ จะยอมรับเงื่อนไขใหม่ทั้ง 7 ข้อที่อิหร่านเสนอผ่านประเทศตัวกลางในการเจรจา ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการขนส่งน้ำมันและแนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลก