เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (11) วิชาอ่านใจ

คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (11) วิชาอ่านใจ

บทความโดย : Lordofwar Nick www.marumura.com

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้จะพูดถึงเรื่องของ “พลังเทพ” ในระดับที่สูงขึ้นไปอีกขั้นนะครับ ถ้าที่พูดไปคราวที่แล้วเป็นระดับประถม อันนี้ก็น่าจะระดับมัธยมได้ (ฮา) พลัง (หรือความสามารถในการรับรู้) ที่สูงขึ้นไปเหนือกว่าคนทั่วไปนั้น พุทธศาสนาเรียกว่า อภิญญา ๖ ซึ่งมีดังนี้

  1. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหนได้ เหาะได้ ดำดินได้
  2. ทิพพโสต มีหูทิพย์
  3. เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้
  4. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้
  5. ทิพพจักขุ มีตาทิพย์
  6. อาสวักขยญาณ รู้การทำอาสวะให้สิ้นไป

สำหรับคนที่พยายามใช้ชีวิตอยู่ในวิถีแห่งนักรบเท่าที่จะทำได้ในศตวรรษที่ ๒๑ นั้น ไม่มีอะไรที่ผมสนใจมากไปกว่าการรู้ใจ หรือการอ่านใจคนอื่นได้ล่วงหน้า เพราะการอ่านทาง อ่านใจว่าเขาจะมาอย่างไร นั้น สำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการป้องกันหรือหลีกหนี ในการฝึกดาบอิไอก็มีคำสอนว่า ให้กำราบเสียก่อนศัตรูลงมือกระทำ (คิเซ็น โวะ เซสุ 機先を制する) ประมาณว่า อ๊ะ มึงจะเล่นกูเหรอ กำราบมันซะ อ่านทางถูกชนะได้ อ่านทางผิดอาจถึงตาย ไอ้คำว่า “ลงมือก่อนได้เปรียบ” นั้น มันต้องอ่านท่างได้ก่อนว่าอีกฝ่ายจะมาทางไหนก่อน ขืนเข้าไปเปิดก่อนแบบโง่ๆ ระวังโดนสวน

ฉะนั้นในซีรี่ส์นี้ ผมขออนุญาตกล่าวเจาะจงเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับการอ่านใจผู้อื่นเป็นหลักนะครับ จะขอคัดมาให้อ่านดังนี้


เจโตปริยญาณ นอกจากอำนวยประโยชน์ในการแสดงธรรมแล้ว ยังเป็นประโยชน์ในการเลือกคบค้าสมาคมกับคนได้ดีด้วย เพราะว่าอาเสวนะ คือการคบค้าสมาคมย่อมเป็นปัจจัยน้อมเอียงอัธยาศัยใจคอของคนเราให้เปลี่ยนแปลงไปได้ ถ้าจิตใจน้อมเอียงไปในด้านดีก็เป็นศรีแก่ตัวถ้าน้อมเอียงไปในด้านร้ายก็เป็นภัยแก่ตัว นักปราชญ์ท่านจึงสอนให้เลือกคบคน เว้นการคบค้าสมาคมกับคนชั่ว สมาคมกับคนดี คนดีและคนชั่วท่านว่ามีความประพฤติเป็นเครื่องหมายให้รู้ คือคนดีมีความประพฤติดี และคนชั่วมีความประพฤติชั่วเป็นลักษณะ แต่ถึงกระนั้นก็มิใช่รู้ได้ง่ายเพราะคนโดยมากย่อมมีนิสัยปิดชั่วเปิดดี เราจะหาคนเปิดเผยตรงไปตรงมาได้ยาก ถ้าเรามีเจโตปริยญาณแล้ว เราจะรู้จักคนดีคนเลวได้ไวที่สุด เพราะคนเราปิดอะไรๆ ในส่วนภายนอกนั้นย่อมปิดได้ แต่จะปิดใจปิดไม่อยู่ ผู้รู้สึกตัวว่ามีความชั่ว พยายามปกปิดเพื่อมิให้ผู้อื่นรู้นั้น ย่อมมีความรู้สึกในใจรุนแรง ทำให้เกิดกระแสทางใจขึ้น แล้วเกิดเป็นลูกคลื่นแผ่ซ่านออกไปเป็นปริมณฑล คนผู้มีเจโตปริยญาณย่อมรับทราบได้ดี ผู้พยายามปกปิดความชั่วของตัวจึงเท่ากับเปิดเผยความชั่วในใจยิ่งขึ้น สมกับคำว่า “ยิ่งปิดเท่ากับยิ่งเปิด”


มาถึงตรงนี้ ขอคั่นรายการก่อน

ท่านผู้อ่านครับ ตัวอักษร “คิ” (気) เนี่ย ถ้าเอาความหมายของรูปธรรม อาจหมายถึงอากาศที่สูดเข้าไป ลมหายใจ หรืออะไรที่เป็นไอ แต่ถ้าจะเอาความหมายที่เป็นนามธรรม อาจหมายถึง “กระแส” อย่างกระแสจิตได้นะครับ เช่น จิตสังหาร (ซัคคิ 殺気) จิตคลั่ง (เคียวคิ 狂気) แสดงว่าคนตั้งแต่โบราณนั้นเขารู้แล้วว่า เมื่อเกิดความรู้สึกในใจที่มันขึ้นมา มันจะเกิดเป็นกระแส ซึ่งถ้าจิตคนเราไม่ได้มีอะไรมากวนมาบัง ก็ย่อมจะรับรู้ได้ เปรียบได้กับการส่งคลื่นสัญญาณ คลื่นวิทยุ นั่นแหละ จริงๆ ความสามารถในการรับรู้กระแสจิตนี่มันมีในมนุษย์ทุกคนนะผมว่า เพียงแต่ที่มันรับรู้ได้บ้างไม่ได้บ่าง เพราะจิตเรามีไอ้นั่นไอ้นุ่นไอ้นี่มาขวางกั้นรบกวน แล้วเราก็ไม่ได้ฝึกจิตตัวเองเพื่อ “ขจัดสิ่งรบกวน” พวกนี้เสียด้วย แต่ถ้าเราฝึกเพื่อตรงนี้ได้ ความสามารถตรงนี้ก็น่าจะดีขึ้นแหลมคมขึ้นได้เรื่อยๆ แน่


เพราะเหตุว่ากระแสจิตย่อมเกิดจากความรู้สึกสะเทือนใจนั่นเอง ก่อนอื่น ท่านแสดงสิ่งปรุงแต่งไว้ ๓ ประการ คือ

๑. กายสังขาร สิ่งปรุงแต่งกาย ได้แก่ลมหายใจเข้า-ออก ซึ่งเป็นไปอยู่โดยปกติธรรมดา ทำให้ร่างกายเจริญอยู่และเจริญเติบโตสืบต่อกันไป เมื่อใดลมหายใจขาดไป เมื่อนั้นกายก็หยุดดำรงและหยุดเจริญเติบโต ถึงแก่ความขาดสิ้นชีวิตอินทรีย์ลงทันที.

๒. วจีสังขาร สิ่งปรุงแต่งวาจา ได้แก่วิตกคือความคิด และวิจารคือความอ่าน อันเป็นไปอยู่ในจิตใจของคนปกติธรรมดาทุกคน ก่อนที่จะพูดจาปราศรัยย่อมต้องคิดอ่านเรื่องที่จะนำมาพูดและคิดอ่านปรุงแต่งคำพูดเข้าเป็นพากย์ เป็นประโยค ให้ผู้ฟังรู้เรื่องที่ตนพูด เมื่อคิดอ่านขึ้นยังมิทันได้พูดออกมาทางปากก็ย่อมเกิดเป็นสัททชาติทันที ผู้มีทิพพโสต-หูทิพย์ ย่อมได้ยินเช่นเดียวกับเสียงพูดทางปาก ส่วนผู้มีเจโตปริยญาณย่อมรับทราบกระแสสัมผัสแห่งความคิดอ่านนั้นได้ง่ายดาย.

๓. จิตตสังขาร สิ่งปรุงแต่งจิต ได้แก่สัญญาและเวทนา สัญญาหมายถึงความรู้สึกสัมผัสทางทวาร ๖ จำได้ว่าเป็นอะไร เวทนาหมายถึงความรู้สึกรสสัมผัส คือ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นที่สบาย ไม่สบาย หรือเฉยๆ นั้น ความรู้สึก ๒ ประการนี้ปรุงแต่งจิตให้เกิดความรู้สึกดี-ร้ายขึ้นในใจอยู่เสมอ และเป็นเหตุให้คิดอ่าน ตรึกตรองหาลู่ทางเพื่อได้สิ่งดี เว้นสิ่งร้ายเสมอ เมื่อจะพูดก็ย่อมพูดไปตามความคิดอ่านนั่นเอง สัญญาและเวทนาทำให้เกิดกระแสคลื่นขึ้นในจิตก่อนสิ่งอื่นๆ ดังนี้ผู้มีเจโตปริยญาณจึงสามารถรับรู้ได้ในเมื่อมาสัมผัสเข้ากับใจ เพราะสิ่งใดที่เกิดเป็นกระแสคลื่นแล้ว สิ่งนั้นจะต้องแผ่ซ่านออกไปเป็นปริมณฑลรอบๆ ตัว จะปิดไว้ไม่อยู่ เหมือนคลื่นน้ำเกิดจากความสะเทือน ย่อมเป็นกระแสคลื่นกระจายออกไปจนสุดกำลังของมันฉะนั้น.


เวลาที่ผมโรลบนเบาะนั้น สิ่งที่ผมชอบอย่างหนึ่งคือ การสังเกต “แรง” ที่เข้ามากระทบร่างกายผม ทุกการจู่โจม คว้าจับ กด ดึง ผลัก บางครั้งผมรู้สึกได้ถึงความเกร็ง ลนลาน ความกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะเอาชนะ ฯลฯ ความรู้สึกนึกคิดในจิตมันจะสื่อออกมาผ่านการขยับร่างกาย การเกร็งบิดของกล้ามเนื้อ บางครั้งผมรู้สึกเลยว่าพวกสายขาวหนุ่มๆ นี่ เห้ย ผมอายุจะห้าสิบแล้วนะเว้ย ไม่จำเป็นต้องมาเร็วมาแรงขนาดนั้นก็ได้ ทำไมต้องทำถึงขนาดน้าน (ฮา) พุ่งเข้ามานี่ กะเอาผมตายเลยเหรอ 555 แต่ใครจะมาเร็วมาแรงยังไง ผมก็เล่นแบบของผมนี่แหละ อืม


ความจริง จิตใจโดยธรรมชาติย่อมมีกระแสอยู่เสมอ กระแสจิตใจของบุคคลย่อมมีลักษณะต่างๆ กัน แล้วแต่สิ่งสัมปยุตต์ในขณะนั้น ถ้าสิ่งสัมปยุตต์เป็นฝ่ายดีกระแสจิตก็ย่อมดี ถ้าสิ่งสัมปยุตต์เป็นฝ่ายไม่ดีกระแสจิตก็ย่อมไม่ดี ผู้มีความเชี่ยวชาญทางเจโตปริยญาณอย่างเยี่ยมสามารถรับรู้กระแสจิตดังว่านี้ได้ดี เท่ากับรู้ใจตนเอง เพราะท่านผู้เช่นนั้นย่อมได้ผ่านการฝึกฝนจิตในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานมาเป็นอย่างดีแล้ว


ตรงนี้แหละ เป็นไกด์อย่างดีเลย คนที่จะสำเร็จวิชาอ่านใจคน (รับรู้กระแสจิตคน) ได้ ต้องผ่านจากฝึกการดูจิตตัวเองมาแล้วก่อน ของแบบนี้ยิ่งฝึกมากยิ่งได้มาก ความโกรธ ความกลัว ความไม่มั่นใจ ความหวั่นไหว เราต้องเผชิญ และคอยมองดูมัน “ด้วยใจที่เป็นกลาง”

ในการฝึกดูจิต โบราณท่านได้จำแนกไว้เป็น ๑๖ อย่าง เรียกว่า โสฬสจิต

1) ราคจิต จิตประยุกต์กับราคะ (ความกำหนัด)
2) โทสจิต จิตประยุกต์กับโทสะ (ความดุร้าย)
3) โมหจิต จิตประยุกต์กับโมหะ (ความหลง)
4) วีตราคจิต จิตหายราคะ
5) วีตโทสจิต จิตหายโทสะ
6) วีตโมหะจิต จิตหายโมหะ
7) วิตฺขิตตฺจิต จิตฟุ้ง
8) อวิตฺขิตตฺจิต จิตไม่ฟุ้ง
9) สังขิตตฺจิต จิตหดหู่ (สยบอยู่ภายใน)
10) อสังขิตตฺจิต จิตไม่หดหู่ (แจ่มใสเบิกบาน)
11) วิมุตฺตจิต จิตปลอดโปร่ง
12) อวิมุตฺตจิต จิตไม่ปลอดโปร่ง
13) สมาหิตจิต จิตเป็นสมาธิ
14) อสมาหิตจิต จิตไม่เป็นสมาธิ
15) สอุตฺตรจิต จิตไม่เยี่ยม
16) อนุตฺตรจิต จิตเยี่ยม (มีอำนาจในตัวเอง)


เมื่อรู้จักจิตใจของตนดีแล้วย่อมรู้จิตใจของผู้อื่นได้ดีเช่นเดียวกัน เพราะจิตมีกระแสกระจายออกจากตัวเป็นปริมณฑลโดยรอบดังกล่าวมาแล้ว ผู้ฝึกจิตใจได้ดีแล้วย่อมเหมือนสร้างเครื่องรับวิทยุไว้รับกระแสเสียงที่กระจายมาตามอากาศฉะนั้น


เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้อาจเป็นเพียง “เหตุบังเอิญ” ก็ได้ คืออย่างนี้ครับ

เมื่อวันที่เขียนล่าสุดนี้ (๑๗ กันยายน ๒๕๖๗) ขณะที่ผมนอนอยู่ใกล้รุ่ง แต่ฟ้ายังไม่แจ้ง มันหลับๆ ตื่นๆ นะสมองบอกไม่ถูก จู่ๆ มันก็มีเรื่องเกี่ยวกับหนังเรื่องญี่ปุ่น “พ่อครับ รักผมได้ไหม” ที่ผมเคยอ่านเคยรับรู้นานแล้ว (ที่เนื้อเรื่องเป็นเรื่องหยิบลูกผิดสลับกันแล้วมารู้ตอนโต แล้วลูกของทั้งสองบ้านต้องไปอยู่กับ “ครอบครัวตามสายเลือด” ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมายในการปรับตัว)

เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (11) วิชาอ่านใจ
ผมก็ไม่รู้ว่าจะนึกถึงมันทำไป ตลกดี

แต่พอตื่นเช้ามา ได้ยินแม่เปิดทีวี ดันมีข่าวเรื่องที่มีพ่อโวยว่า รพ. หยิบลูกมาให้ผิดสลับกับลูกพม่า เกือบได้เอาลูกพม่ามาเลี้ยงแล้วไหมล่ะ

…มันอาจจะบังเอิญก็ได้นะ 555…

แต่ถ้ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นี่ก็อาจเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า พลังลักษณะนี้ เราๆ ท่านๆ ก็ฝึกให้มีกันได้

ดังนั้น จงฝึกหัดดูจิตของตนกันให้ดีเถิด นะครับ

พอตแคสต์ ตอนใหม่ล่าสุด มาแล้วครับ ใน spotify

ส่วนท่านใดที่ชอบฟังฉบับ Youtube Music ก็มีนะครับ

พบกันใหม่อาทิตย์หน้านะครับ สวัสดีครับ

บทความโดย : Lordofwar Nick www.marumura.com

เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (10) จาก เอ็ด กีน ถึง “โคโดคุชิ” และ “ป้ามหาภัย”!! ความโดดเดี่ยวที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นปีศาจได้!?
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (10) ข้าคือคลื่นหย่ายยย
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (9) โทจิมะอยากเป็นคาเมนไรเดอร์!! ส่วน “พีรดนย์” ดัน (ต้อง) ตกกระไดพลอยโจนมาเป็น “ไอ้มดขาว Termite” ซะอย่างงั้น!!
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (9) หยินกับหยาง
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (8) วิถีเดินเดี่ยว

#เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (11) วิชาอ่านใจ

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้ซึ่งเขาให้มาเรียนหนังสือแต่เผลอไปเรียนดาบอิไอด้วย (แถมไอคิโดอีกเล็กน้อย) ณ ปี 2025 เดินมาในวิถีแห่ง BJJ มาได้ครึ่งทางแล้ว (พร้อมกับฟื้นฟูการฝึกดาบอิไอด้วย) และยังตั้งใจศึกษา ธรรมะ ปรัชญาชีวิต ผ่านการฝึกในโรงยิม (และที่บ้าน) เช่นเดิม