คอร์สฝึกอาชีพ กทม. สอนสารพัดวิชา สากกระเบือยันเรือรบ ทำอาหาร-ตัดผม-ร้องเพลง-ดูดวง ในราคาคอร์สละ 105 บาท - Marketeer Online


“คอร์สฝึกอาชีพ กทม.” เป็นโครงการฝึกทักษะของภาครัฐที่เปิดมายาวนานกว่า 60 ปี มีจุดเริ่มต้นจากการฝึกวิชาชีพช่างให้คนนำไปใช้ทำมาหากินได้

แต่ทุกวันนี้กลับกลายเป็นโครงการระดับแมส มีวิชาให้เลือกเรียนหลากหลาย และมีคนสนใจสมัครเข้าเรียนเป็นจำนวนมากในทุกรอบ

เคยมีปีที่ผู้เข้าเรียนสูงถึง 56,000 คน

คำถามคือ จากคอร์สฝึกวิชาชีพของภาครัฐที่ดูเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม กลายมาเป็นคอร์สที่คนทั่วไปแห่มาสมัครเรียนได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ ต้องย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2504 สาขาแรกคือ “ดินแดง 1” เปิดตัวในเป็นคอร์สอบรมของ “สถานฝึกอาชีพช่างเครื่องยนต์” มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอาชีพให้คนมีงานทำ

หลังจากนั้นก็มีโรงเรียนฝึกอาชีพลักษณะเดียวกันตามมาอีกหลายแห่ง เช่น บางรัก คลองเตย และหนองจอก

จนถึงปี 2531 จึงรวมกันภายใต้ชื่อ “โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร” อย่างเป็นทางการ

ปัจจุบันอยู่ภายใต้กองส่งเสริมอาชีพ สำนักพัฒนาสังคม กทม. มีสาขาหลักทั้งหมด 10 แห่งกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ 

นอกจากนี้ยังมีศูนย์ฝึกอาชีพระดับเขตที่เปิดสอนวิชาในลักษณะเดียวกันอีกด้วย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ วิชาที่เปิดสอนมีการขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เน้นกลุ่มงานช่างหรืองานฝีมือ วันนี้มีวิชาให้เลือกมากมายถึงประมาณ 80 วิชา

มีตั้งแต่งานช่างที่นำไปประกอบอาชีพได้จริง เช่น ซ่อมแอร์ ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และติดตั้งระบบไฟฟ้า

ไปจนถึงงานฝีมือยอดฮิตอย่างทำอาหาร ทำขนม บาริสต้า เย็บผ้า และนวดไทย

หรือแม้แต่ศาสตร์ลี้ลับที่อยู่คู่คนไทยมานานอย่างโหราศาสตร์และการดูดวงก็อยู่ในวิชาที่เปิดสอนด้วย

สิ่งที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ ยังมีวิชาที่ตามทันยุคสมัยอย่าง “เต้น K-POP” และ “ยูทูบเบอร์” ด้วยเช่นกัน

แต่ละปีเปิดรับสมัคร 3 รอบ หลักสูตรมีตั้งแต่ 48 ชั่วโมง ไปจนถึงระยะยาว 200 ชั่วโมง

และไฮไลต์สำคัญที่ทำให้คนสนใจคือราคา หลักสูตรทั่วไปเริ่มต้นเพียง 105 บาท

มีเพียงบางวิชาเฉพาะทางที่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น คอมพิวเตอร์ หรือบริการเพื่อความงามและนวดสวีดิช ที่จะคิดค่าเรียน 305 บาท

เรียนจบแล้วยังได้ใบประกาศนียบัตรรับรอง สามารถนำไปต่อยอดใช้ประกอบอาชีพจริงได้ด้วย

หากมองในมุมธุรกิจ ค่าเรียน 105 บาท ไม่สามารถคุ้มต้นทุนต่างๆ ในการเปิดสอนอย่างแน่นอน

แต่โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักพัฒนาสังคม กทม. โดยตรง พูดง่ายๆ คือมีงบมาช่วยอุดหนุน ทำให้ไม่จำเป็นต้องเก็บค่าเรียนแพง

ขณะเดียวกัน หน่วยงานก็ปรับหลักสูตรอยู่ตลอด เปิดวิชาใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์คนยุคนี้มากขึ้น เช่น วิชา “ยูทูบเบอร์” ที่กล่าวไปก่อนหน้าคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด

ด้วยราคาที่ถูกมาก ทำให้คนไม่ต้องคิดหนักก่อนสมัคร บางคนเข้ามาเรียนเป็นกิจกรรมยามว่าง หรือบางคนต้องการนำความรู้ไปประกอบอาชีพจริงจัง

คนที่เคยเรียนไปแล้ว ก็พร้อมกลับมาลงวิชาใหม่ได้เรื่อยๆ

อีกกลไกหนึ่งที่ทำให้โครงการนี้ปรับตัวได้ คือการจับมือกับภาคเอกชน เปิดคอร์สที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานจริงๆ

เช่น ร่วมกับผู้ประกอบการโรงแรมเปิดคอร์สวิชาชีพแม่บ้านโรงแรม หรือร่วมกับบริษัทเอกชนเปิดคอร์สสอนเชฟเบเกอรี่

ทำให้คนที่ต้องการวิชาชีพจริงจัง สามารถเรียนแล้วนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้ทันที ไม่ใช่แค่เรียนเป็นกิจกรรมยามว่างอย่างเดียว

ผลลัพธ์คือ เกิดเป็นฐานคนสนใจที่หนาแน่นและแมสขึ้นเรื่อยๆ

บางวิชาถ้ามีคนสนใจเป็นจำนวนมาก ที่นั่งจะเต็มเร็วมาก ต้องมีระบบตัวจริง-ตัวสำรอง หากใครพลาดก็ต้องรอรอบถัดไป

อย่างเพจโซเชียลของโรงเรียนฝึกอาชีพฯ ประเวศ มีผู้ติดตามเกือบ 60,000 คน สะท้อนความนิยมได้เป็นอย่างดี

ปี 2565 เคยมีคนสมัครเข้าเรียนสูงถึง 56,000 คน ส่วนปี 2568 ที่ผ่านมาก็ยังอยู่ที่ราว 33,000 คน

เป็นตัวเลขที่ทำให้เห็นว่าคนสนใจคอร์สของกทม. มากขนาดไหน

เรื่องของคอร์สฝึกอาชีพกทม. ถือเป็นตัวอย่างการปรับตัวของโครงการภาครัฐที่น่าสนใจ

เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ว่าโครงการภาครัฐก็สามารถปรับตัวตามยุคสมัยได้ ทั้งการเพิ่มวิชาใหม่ให้ทันกระแส และการจับมือกับเอกชนเพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ต่อยอดจากของเดิมคือได้งบประมาณเข้ามาช่วยอยู่แล้ว

ทำให้โครงการที่เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ เมื่อ 60 ปีที่แล้ว กลายมาเป็นโครงการที่มีคนทั่วไปแห่ไปเรียนปีละหลายหมื่นคนได้ในวันนี้