“วิทัย” ชี้ดอกเบี้ย 1% ยังไม่ถึงจังหวะลด รอ กนง. เคาะ–เปิด Bangkok Blueprint พรุ่งนี้

ภาพ: ธนาคารแห่งประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ต.ค.69) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางนโยบายการเงินว่า อัตราเงินเฟ้อเดือนล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 2.5% ขณะที่ประมาณการเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 2.2% โดยยังไม่ได้ปรับปรุงตัวเลขสำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือนตุลาคมนี้ ทั้งนี้ มองว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และคาดว่าเงินเฟ้อในปีหน้ามีแนวโน้มปรับลดลง

อย่างไรก็ตาม การประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินยังต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามาเป็นสำคัญ (Data Dependent)

นายวิทัย กล่าวว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ทั้งด้านการเงินและการคลัง เพื่อให้มีเครื่องมือรองรับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ (Economic Shocks) ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับนโยบายการคลัง จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลดการขาดดุลงบประมาณและชะลอการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาครัฐ โดยพิจารณาทั้งการเพิ่มรายได้ การลดรายจ่าย และการยกระดับประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ เพื่อลดการรั่วไหลและรักษาความสามารถในการดำเนินนโยบายเมื่อเกิดความจำเป็น

ขณะที่ด้านนโยบายการเงิน แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 1.00% แต่ ธปท. ยังมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายเพื่อรองรับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดคิด โดยในอดีตประเทศไทยเคยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปถึงระดับ 0.50%

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมืออื่นที่สามารถนำมาพิจารณาได้ตามความเหมาะสม อาทิ การปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund: FIDF) ซึ่งเป็นอีกเครื่องมือที่อาจช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้ หากเกิดสถานการณ์ที่จำเป็นต้องนำมาใช้

“แต่ว่ายังไม่อยู่ในภาวะที่ควรจะลดดอกเบี้ย Data Dependent ต้องดูว่าตัวเลขข้อมูลที่จะมาในสัปดาห์หน้า ที่ กนง. จะตัดสินใจสัปดาห์ถัดไปเป็นอย่างไร” นายวิทัย กล่าว

นอกจากนี้ นายวิทัย เปิดเผยว่า ธปท. เตรียมนำเสนอ “Bangkok Blueprint” ในการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) วันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยเป็นเอกสารที่จัดทำร่วมกันระหว่าง ธปท. ธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อเป็นกรอบแนวทางรับมือปัญหาการฉ้อโกงทางการเงิน (Fraud) การหลอกลวงทางการเงิน (Scams) และความเสี่ยงทางไซเบอร์ (Cyber Risks) ซึ่งกำลังเป็นความท้าทายร่วมกันของหลายประเทศทั่วโลก

เอกสารดังกล่าวใช้ชื่อว่า “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” โดยนำประสบการณ์จากต่างประเทศและประเทศไทยมาประกอบการจัดทำ รวมถึงข้อมูลและแนวทางที่เกี่ยวข้องกับประเทศและเขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถนำหลักการไปใช้อ้างอิงและปรับใช้ในการป้องกันและจัดการปัญหาการฉ้อโกงทางการเงินและภัยไซเบอร์ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ

นายวิทัย กล่าวว่า Bangkok Blueprint ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 12 ประการ (12 Key Considerations) โดยจัดทำเป็นเอกสารหลักและเอกสารประกอบ เพื่อใช้เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับประเทศต่าง ๆ ในการกำหนดแนวทางรับมือปัญหาการฉ้อโกงทางการเงิน โดยมีกำหนดเปิดตัวในวันที่ 14 ตุลาคมนี้

ทั้งนี้ การจัดทำ Bangkok Blueprint สอดคล้องกับแนวทางของ ธปท. ที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กับการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเงินเฟ้อ โดยให้ความสำคัญกับ 4 ประเด็น ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การให้บริการทางการเงินอย่างเป็นธรรม และการจัดการปัญหากระแสเงินที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งรวมถึงการฉ้อโกงทางการเงินและภัยไซเบอร์

นายวิทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาการฉ้อโกงทางการเงินเป็นความท้าทายระดับโลก โดยเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค ทั้งอเมริกา ลาตินอเมริกา และเอเชีย ขณะที่ความเสียหายสามารถเชื่อมโยงข้ามพรมแดนไปยังประเทศต่าง ๆ ได้ จึงจำเป็นต้องมีกรอบแนวทางร่วมกันเพื่อรับมือปัญหาดังกล่าว

สำหรับ Bangkok Blueprint ที่จะประกาศในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ นายวิทัย มองว่า เอกสารดังกล่าวจะเป็นกรอบอ้างอิงที่ประเทศต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดแนวทางรับมือปัญหาการฉ้อโกงทางการเงินและภัยไซเบอร์ในอนาคต พร้อมทำให้ชื่อประเทศไทยได้รับการกล่าวถึงในฐานะที่มาของกรอบแนวทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง