น้ำท่วมกระทบเกษตร 1.52 ล้านไร่ เกษตรฯ ตั้งแนวรับฝนรอบใหม่-เร่งแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด

สถานการณ์อุทกภัยปลายฤดูฝนกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคเกษตร เมื่อพื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบแล้วประมาณ 1.52 ล้านไร่ ครอบคลุม 42 จังหวัด เกษตรกรราว 127,000 ราย ขณะที่ประเทศไทยยังไม่พ้นช่วงเสี่ยง โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดช่วงวันที่ 4-7 ตุลาคม 2569 หลายพื้นที่จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำให้การบริหารจัดการน้ำในระยะต่อจากนี้ไม่ได้มีโจทย์เพียงเร่งระบายน้ำ แต่ต้องเดินคู่กับการลดความเสียหายของผลผลิต การดูแลหนี้สินเกษตรกร และเตรียมปัจจัยการผลิตสำหรับฟื้นอาชีพทันทีหลังน้ำลด

ข้อมูลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ระบุว่า เฉพาะด้านพืชมีพื้นที่ได้รับผลกระทบประมาณ 1.52 ล้านไร่ ใน 42 จังหวัด เกษตรกรประมาณ 127,000 ราย โดยหน่วยงานในพื้นที่อยู่ระหว่างติดตามและสำรวจความเสียหาย เพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ

ขณะเดียวกัน ระดับน้ำในระบบยังอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีน้ำรวมประมาณ 62,492 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 82% มีน้ำใช้การประมาณ 38,515 ล้านลูกบาศก์เมตร และเหลือความจุรองรับน้ำอีกประมาณ 14,286 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ฝนรอบใหม่เพิ่มแรงกดดันพื้นที่ลุ่มต่ำ

แม้หลายพื้นที่กำลังเข้าสู่ช่วงประเมินความเสียหาย แต่ความเสี่ยงยังไม่สิ้นสุด เพราะช่วงวันที่ 4-7 ตุลาคม กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าจะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำยังต้องเฝ้าระวังทั้งน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง (2 ต.ค. 69) ข่าวเดินหน้าบูรณากา…

จุดสำคัญของการบริหารน้ำจึงอยู่ที่ลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งข้อมูลวันที่ 2 ตุลาคมระบุว่า ระดับน้ำบริเวณนครสวรรค์ยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1.99 เมตร ขณะที่การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่าจะติดตามทั้งปริมาณฝนและน้ำอย่างใกล้ชิด และปรับการบริหารให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ (2 ต.ค. 69) ข่าวเดินหน้าบูรณากา…

กรมชลประทานเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ 1,914 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 7 เครื่อง และรถขุดตีนตะขาบ 2 คัน พร้อมจัดหน่วยช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และประตูระบายน้ำพระนารายณ์ ตลอดจนบริหารคลองและสถานีสูบน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำและอ่าวไทย รวมทั้งประสานพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานคร (2 ต.ค. 69) ข่าวเดินหน้าบูรณากา…

เปิดแผนฟื้น 1.52 ล้านไร่หลังน้ำลด

อีกด้านหนึ่ง ภารกิจหลังน้ำลดเริ่มถูกวางไว้ล่วงหน้า เนื่องจากความเสียหายทางการเกษตรไม่สิ้นสุดพร้อมกับระดับน้ำที่ลดลง แต่ยังมีต้นทุนฟื้นฟูแปลง ปัจจัยการผลิต และระยะเวลาที่เกษตรกรต้องรอกว่าจะกลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตรใช้ Risk Map วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง พร้อมสำรวจความเสียหายรายแปลง และเตรียมเมล็ดพันธุ์ 155,743 ซอง ต้นพันธุ์ 229,945 ต้น รวมถึงชีวภัณฑ์และเชื้อจุลินทรีย์ประมาณ 9 ตัน สำหรับใช้ฟื้นฟูการผลิตหลังน้ำลด

ส่วนกรมพัฒนาที่ดินเตรียมสารเร่งซุปเปอร์ พด. สำหรับพื้นที่น้ำท่วมขัง การบำบัดน้ำเสียและขจัดกลิ่น พร้อมจัดชุดเฉพาะกิจให้คำแนะนำด้านการจัดการดิน พืชและน้ำหลังน้ำลด ขณะที่กรมวิชาการเกษตรเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชหลายชนิด ตลอดจนเฝ้าระวังศัตรูพืชที่อาจตามมาหลังเกิดอุทกภัย

9.5 หมื่นสมาชิกสหกรณ์เจอน้ำท่วม-เตรียมผ่อนหนี้

ผลกระทบไม่ได้จำกัดเฉพาะพื้นที่เพาะปลูก แต่เริ่มเชื่อมโยงไปถึงภาระทางการเงินของครัวเรือนเกษตร โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์รายงานว่า มีสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และสมาชิกที่ได้รับผลกระทบใน 29 จังหวัด รวม 476 แห่ง จำนวน 95,422 ราย พร้อมเตรียมมาตรการผ่อนผันหรือขยายเวลาชำระหนี้ สนับสนุนเงินทุนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) 328 ล้านบาท และมาตรการชดเชยดอกเบี้ย

สำหรับชาวสวนยาง การยางแห่งประเทศไทยเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย ทั้งเงินช่วยเหลือรายละไม่เกิน 3,000 บาท และเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 2% ต่อปี พร้อมปัจจัยยังชีพและปัจจัยสำหรับประกอบอาชีพ

ด้านประมงมีการจัดเจ้าหน้าที่พร้อมรถยนต์ 30 คัน และเรือตรวจการประมง 30 ลำเข้าช่วยพื้นที่ประสบภัย รวมถึงเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ ส่วนกรมปศุสัตว์ดูแลการเคลื่อนย้ายและช่วยเหลือสัตว์ ตลอดจนเฝ้าระวังโรคในพื้นที่เสี่ยง

ตั้ง Safe Area 76 จังหวัด รับเหตุฉุกเฉิน

กระทรวงเกษตรฯ ยังจัดทำฐานข้อมูล “Safe Area” หรือพื้นที่ปลอดภัย ครบ 76 จังหวัด เพื่อใช้เป็นจุดรองรับการช่วยเหลือในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งเป็นจุดประสานงาน จุดรวบรวมและขนส่งสิ่งของ และพื้นที่อพยพ เพื่อให้แต่ละจังหวัดมีพื้นที่ปฏิบัติการที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการทั้งการเฝ้าระวัง การบริหารจัดการน้ำ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการฟื้นฟูพื้นที่เกษตร โดยครอบคลุมเครื่องมือ บุคลากร การประเมินความเสียหาย ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

โจทย์สำคัญในช่วงต่อจากนี้จึงอยู่ที่การ “ประคองสองด้านพร้อมกัน” คือ ลดความเสียหายจากน้ำและฝนระลอกใหม่ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันต้องเร่งเปลี่ยนข้อมูลความเสียหายระดับพื้นที่ให้เข้าสู่มาตรการฟื้นฟู โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกกว่า 1.52 ล้านไร่และเกษตรกรกว่า 1.27 แสนรายที่ได้รับผลกระทบแล้ว เพราะความเร็วของการสำรวจ รับรองความเสียหาย และส่งปัจจัยการผลิตกลับถึงเกษตรกร จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการกลับเข้าสู่รอบการผลิตหลังน้ำลด