ภาวะตลาดทองคำนิวยอร์ก: ทองปิดลบ 1% หลังดอลลาร์-บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลดลงในวันศุกร์ (2 ต.ค.) หลังจากที่ปรับตัวขึ้นในช่วงแรก โดยได้รับแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าในรอบสัปดาห์นี้ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยปรับตัวลงในรอบสัปดาห์นี้
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) [GOLD.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 40.00 ดอลลาร์ หรือ 0.95% ปิดที่ 4,162.30 ดอลลาร์/ออนซ์
ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงเล็กน้อยในวันศุกร์ แต่แข็งค่าขึ้นในรอบสัปดาห์นี้ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีและ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2545 เมื่อวันพฤหัสบดี
ราคาทองคำปรับตัวลงหลังจากพุ่งขึ้นมากกว่า 1% ในช่วงต้นการซื้อขาย หลังข้อมูลบ่งชี้ว่าการจ้างงานในสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมากกว่าคาดในเดือนก.ย.
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 29,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 133,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้รับการปรับลดลงจากเดิม ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 90,000 ตำแหน่ง หลังจากก่อนหน้านี้มีรายงานว่าการจ้างงานในเดือนส.ค.เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ทิศทางราคาทองคำจะขึ้นอยู่กับว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะยอมให้ตลาดแรงงานอ่อนแอลงได้มากเพียงใด โดยเฟดยังคงให้ความสำคัญอย่างมากกับการควบคุมเงินเฟ้อในสหรัฐฯ
ราคาทองคำปรับตัวลงมากกว่า 20% นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลและอิหร่านเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ. โดยได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อที่เกิดจากความขัดแย้งอาจทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น
ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดที่ต่ำกว่าคาด ประกอบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดอย่างน้อย 2 รายที่คัดค้านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนต.ค. ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือนนี้
ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool ระบุว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนักเพียงประมาณ 22% ต่อโอกาสที่สหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ ลดลงจากประมาณ 70% ในช่วงต้นสัปดาห์
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช