ยอดลงทะเบียน 1.13 ล้าน ดีอียัน TH-AI เก็บข้อมูลในไทย ย้ำ TOR ใช้คำส่งเสริมไม่ได้ห้ามประมวลผลต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี มอบหมายให้ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นประธานการแถลงข่าวการติดตามตรวจสอบความคืบหน้าของการลงทะเบียนล่วงหน้าในโครงการ TH-AI Passport โดยมีนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE เข้าร่วม ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
นายพชร กล่าวว่า การลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ก่อนเปิดตัวในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 และจะสามารถเข้าสู่ระบบเริ่มการใช้งานจริงได้ในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นั้น ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วจำนวน 1,132,496 ราย ( ข้อมูล ณ เวลา 13.30 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2569) ซึ่งเป็นไปตามที่กระทรวงฯ คาดการณ์ไว้ โดยในช่วงแรก กระทรวงฯ ประเมินว่าวันแรกจะมีผู้ลงทะเบียนประมาณ 500,000 ราย ก่อนที่จำนวนผู้ลงทะเบียนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสนใจของประชาชนและหลายภาคส่วนที่ต้องการเข้าถึงเทคโนโลยี AI อย่างต่อเนื่อง
นายพชร กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนคือคำว่า “ประมวลผล” เนื่องจากในทางปฏิบัติ การใช้งาน AI ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐหรือเอกชน เมื่อผู้ใช้งานส่งคำสั่งหรือ Prompt เข้าไป ระบบจำเป็นต้องนำคำถามดังกล่าวไปประมวลผลกับตัวโมเดล AI หากเป็นโมเดลของผู้ให้บริการ AI ต่างประเทศ การประมวลผลของคำถามหรือ Prompt จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับเจ้าของโมเดลในต่างประเทศอยู่แล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีและโมเดล AI ดังกล่าวเป็นของผู้ให้บริการเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ศักยภาพ AI ในปัจจุบันของไทยยังไม่สามารถแข่งขันหรือเทียบเท่ากับผู้ให้บริการ AI รายใหญ่จากต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่โครงการ TH-AI Passport ต้องการรวบรวมข้อมูลจากการใช้งานจริง เพื่อนำไปต่อยอดพัฒนา AI สัญชาติไทยในอนาคต
“เราไม่สนใจว่าใครถาม เพราะถ้าเกิดเราสนใจว่าใครถาม ฐานข้อมูลนั้นจะต้องใหญ่มากๆ แต่ไม่ใช่ เราไม่ได้สนใจ เราแค่ต้องการคำถาม คำตอบเท่านั้น เราอยากได้ข้อมูล ข้อมูลของการใช้งาน แต่ไม่ใช่อยากได้ข้อมูลของตัวคนใช้ เราอยากได้ข้อมูลของการใช้งาน เพื่อมาประมวลรวม แล้วก็มาพัฒนา AI สัญชาติไทย” นายพชร กล่าว
นายพชร กล่าวว่า สำหรับการใช้งานจริงจะนับการใช้งานจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้งานเข้าไปส่งคำถามหรือ Prompt ในโปรแกรมระดับพรีเมียมหรือ Pro โดยคำถามดังกล่าวจะถูกส่งไปยังโมเดล AI เพื่อประมวลผล ซึ่งเป็นกระบวนการ Computing ที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับเจ้าของโมเดล AI นั้น ๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โครงการให้ความสำคัญ คือการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ให้บริการ AI ไม่มีสิทธินำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์อื่นนอกเหนือจากการประมวลผลตามที่กำหนดไว้ในโครงการ โดยเงื่อนไขดังกล่าวได้กำหนดไว้ในสัญญาและ TOR อย่างชัดเจนว่า ห้ามผู้ให้บริการนำข้อมูลไปฝึกหรือ Train AI ต่อ จุดสำคัญของเงื่อนไขคือ ผู้ให้บริการ AI ที่นำโมเดลมาให้บริการภายใต้โครงการ TH-AI Passport จะไม่สามารถนำข้อมูลของผู้ใช้งานไปใช้พัฒนา AI Model ของตนเองต่อได้
นายพชร กล่าวว่า นอกจากนี้โครงการ TH-AI Passport ได้ออกแบบระบบให้มีการตรวจจับ คัดกรอง และปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลอ่อนไหว (Masking) ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ก่อนนำข้อมูลคำสั่ง (Prompt) ไปประมวลผลกับผู้ให้บริการ AI ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งผู้ให้บริการไม่สามารถนำข้อมูลที่ประมวลผลไปใช้เพื่อประโยชน์อื่น หรือนำไปเทรน AI Model ของตนเองได้ และเมื่อส่งผลลัพธ์กลับมาแล้ว ผู้ให้บริการ AI จะไม่มีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวภายหลังการประมวลผลเสร็จสิ้นอย่างแน่นอน
นายพชร กล่าวว่า การออกแบบระบบ TH-AI Passport จึงพยายามแยกข้อมูลออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลตัวบุคคล ข้อมูลการพิสูจน์ตัวตน และข้อมูลการใช้งาน โดยแต่ละส่วนมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน สำหรับข้อมูลตัวบุคคลและข้อมูลการพิสูจน์ตัวตน มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันสิทธิการเข้าใช้งานและป้องกันการลงทะเบียนซ้ำ ขณะที่ข้อมูลการใช้งานจะเป็นส่วนของคำถามและคำตอบที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน AI ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนา AI ไทยในอนาคต ส่วนข้อมูลที่จำเป็นต้องส่งไปยังผู้ให้บริการ AI ต่างประเทศ จะเป็นเฉพาะส่วนของ Prompt เพื่อให้โมเดลสามารถประมวลผลและส่งคำตอบกลับมายังระบบ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้ให้บริการ AI จะไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ฝึกหรือพัฒนา AI Model ของตนเองต่อได้
นายพชร กล่าวว่า นอกจากนี้ สำหรับเรื่องความมั่นคงและปลอดภัยของระบบในโครงการ TH-AI Passport และการจัดเก็บข้อมูลประชาชน ในการทำงานด้านระบบคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถมีใครรับประกันได้ว่าระบบจะมีความปลอดภัย 100% เนื่องจากระบบดิจิทัลทุกประเภทมีความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม ในฐานะกระทรวงที่รับผิดชอบด้านดิจิทัลของประเทศ ดีอีให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยของระบบและข้อมูลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลประชาชนและการใช้งานเทคโนโลยี AI สิ่งที่กระทรวงฯ สามารถดำเนินการได้ คือการกำหนดมาตรการและเงื่อนไขด้านความปลอดภัยให้ครอบคลุมทั้งระบบ รวมถึงกำกับดูแลให้หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎหมายที่กำหนด ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
“ไม่มีใครตอบได้หรอกว่าระบบคอมพิวเตอร์จะปลอดภัย 100% ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การรับประกันว่าระบบจะไม่มีความเสี่ยงเลย แต่เป็นการวางระบบเพื่อป้องกันความเสี่ยง ลดโอกาสเกิดปัญหา และมีมาตรการรองรับหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด”นายพชร กล่าว
นายพชร กล่าวว่า ทั้งนี้ บทบาทของกระทรวงดีอีไม่ได้จำกัดเฉพาะการดูแลความปลอดภัยของระบบราชการ แต่ยังครอบคลุมระบบดิจิทัลของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับประชาชน เนื่องจากปัจจุบันระบบดิจิทัลมีการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การกำหนดมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยจึงต้องพิจารณาภาพรวมของระบบนิเวศดิจิทัล ไม่ใช่เฉพาะระบบใดระบบหนึ่ง โดยเฉพาะโครงการ TH-AI Passport ที่ครอบคลุมตั้งแต่การลงทะเบียน การยืนยันตัวตน การเรียนรู้และใช้งาน AI ไปจนถึงการจัดการข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการใช้งาน
นายเวทางค์ กล่าวยืนยันว่า การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายใต้โครงการ TH-AI Passport จะดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกฎหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยกระทรวงดีอีให้ความสำคัญกับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลประชาชนอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านกฎหมายดิจิทัลและการคุ้มครองข้อมูลของประเทศ
ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการเรียนออนไลน์ ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน ข้อมูลการลงทะเบียน รวมถึงข้อมูลที่ใช้จัดทำ Dashboard ของโครงการ จะถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย PDPA และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างเคร่งครัด โดยประชาชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขเกี่ยวกับการจัดการข้อมูลได้จากเอกสาร TOR ของโครงการ ซึ่งระบุข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องไว้โดยละเอียด
นายเวทางค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อความใน TOR โดยเฉพาะข้อ 2.2.2 ซึ่งระบุชัดเจนว่า มีเป้าหมายเพื่อ “ส่งเสริม” ให้ข้อมูลส่วนบุคคลจัดเก็บและประมวลผลในประเทศไทย แต่กลับมีการนำไปตีความว่าเป็นข้อกำหนดที่ “ต้อง” ประมวลผลในประเทศทั้งหมด และหากส่งข้อมูลออกไปจะถือว่าผิด TOR ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง
“เราใช้คำว่าส่งเสริม เพราะเรารู้ว่า Prompt จะต้องไปต่างประเทศ แต่คนก็บิดเบือน ใช้คำว่าต้อง แต่เราใช้คำว่า ส่งเสริม แล้วบอกว่าส่งไปไม่ได้ ผิด TOR ทำไม่ได้ เพราะคนก็ชอบ มันดี แชร์เยอะ แต่ถือว่าเป็นการบิดเบือน” นายเวทางค์กล่าว
